รายการเนื้อหา
10 คำศัพท์ที่ควรรู้ก่อนเริ่มต้น Blocktrade

หลายคนเมื่อเริ่มสนใจเรื่องการลงทุน พอเจอคำว่า Blocktrade, Futures, Leverage หรือคำศัพท์อื่น ๆ ที่ฟังดูซับซ้อน ก็เริ่มลังเลและถอยออกมา
ดังนั้น คำศัพท์พื้นฐานนั้นสำคัญมาก เหมือนการหัดขี่จักรยาน เราแค่ต้องเริ่มจากการทรงตัวให้ได้ก่อนจะไปเร็ว บทความนี้จึงรวบรวม 10 คำศัพท์พื้นฐานของ Blocktrade พร้อมอธิบายแบบเข้าใจง่ายสุด ๆ
1. Blocktrade คืออะไร?
เริ่มกันที่พระเอกของเรื่องก่อนเลย Blocktrade คือ 1 ในวิธีการซื้อขาย Futures ซึ่งก็คือ Single Stocks Futures ที่ไม่ได้ทำผ่านตลาดแบบปกติทั่วไป (เช่น SET หรือ TFEX)
แต่เป็นการตกลงซื้อขายกันล่วงหน้าระหว่างนักลงทุนกับโบรกเกอร์ โดยกำหนดราคาซื้อขายกันเองตามที่ตกลงกันไว้
ลองจินตนาการแบบนี้นะครับ:
ถ้าตลาดหุ้นคือห้างสรรพสินค้า Blocktrade ก็คือ การนัดคุยกับเจ้าของร้านแล้วตกลงซื้อของกันหลังร้านแบบพิเศษโดยเฉพาะคนที่ต้องการซื้อในปริมาณเยอะ ๆ ทำให้ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่ได้ตามจำนวนของที่ต้องการ
2. Futures (ฟิวเจอร์ส)
ชื่ออาจดูยาก แต่ความหมายง่ายมากครับ: Futures คือสัญญาที่ตกลงกันวันนี้ แต่ซื้อขายกันจริงในอนาคต
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ:
คุณกับเพื่อนตกลงกันว่าอีก 1 เดือนจะซื้อข้าวสารในราคากระสอบละ 1,000 บาท ไม่ว่าตอนนั้นราคาจะขึ้นเป็น 1,200 หรือจะลดเหลือ 800 ก็ตาม
นี่แหละคือ “Futures” มันใช้กับหุ้นก็ได้ ใช้กับทอง น้ำมัน หรือแม้แต่ดัชนีก็ได้ โดยนักลงทุนใช้ Futures เพื่อ “ล็อคราคา” หรือ “เก็งกำไร” จากการเปลี่ยนแปลงของราคา
3. Underlying Asset
ศัพท์นี้แปลตรงตัวเลยครับ Underlying Asset = สินทรัพย์อ้างอิง คือสินทรัพย์หรือของจริง ๆ ที่อยู่เบื้องหลังสัญญา Futures เช่น:
- ถ้าคุณเทรด SET50 Futures → สินทรัพย์อ้างอิงคือ ดัชนี SET50
- ถ้าคุณเทรด Single Stock Futures → สินทรัพย์อ้างอิงคือ หุ้นตัวใดตัวหนึ่ง เช่น PTT, SCB, AOT
พูดง่าย ๆ
Futures คือ สัญญากระดาษ
Underlying คือ ของจริง ๆ ที่เอามาเขียนในสัญญานั้น
4. Leverage
Leverage = พลังขยาย/ตัวทวีคูณ
ถ้าคุณมีเงิน 10,000 บาท แล้วอยากซื้อหุ้นมูลค่า 100,000 บาท โดยปกติคุณต้องหาเงินเพิ่ม แต่ถ้าคุณใช้ Leverage 10 เท่า คุณสามารถซื้อได้เลย แม้มีเงินน้อย
ดังนั้น Leverage ก็เปรียบเสมือนดาบ 2 คม ที่ทำให้เราสามารถใช้เงินน้อยลงเพื่อเทรดได้มูลค่ามากขึ้น แต่หากเราเทรดผิดทาง การขาดทุนก็เพิ่มตามไปด้วยเช่นกัน
5. Margin
Margin คือเงินประกันที่ต้องวางไว้กับโบรกเกอร์ ซึ่งคำนี้เกี่ยวกับ Leverage โดยตรงเลยครับ
เช่น ถ้าคุณจะเทรด Futures มูลค่า 100,000 บาท โบรกเกอร์อาจจะกำหนดให้วาง Margin แค่ 10,000 บาท (หรือ 10%)
Margin มี 2 แบบหลัก ๆ:
- Initial Margin (IM) = เงินหลักประกันขั้นต้น โดยเป็นหลักประกันที่ใช้วางต่อการเทรด 1 สัญญา
- Maintenance Margin (MM) = เงินหลักประกันที่ต้องคงขั้นต่ำไว้ตลอด โดย Maintenance Margin จะอยู่ที่ระดับ 70% ของ IM หากเงินหลักประกันของเราต่ำกว่าระดับ MM โบรกเกอร์จะมีการแจ้งเตือนให้ฝากเงินหลักประกันเพิ่ม (เรียกว่า Margin Call)
6. Long Position
“Long” ในโลกของ Futures แปลว่า คุณกำลังมองว่าราคาจะขึ้น
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณคิดว่าราคาหุ้น PTT จะขึ้นในอีก 1 สัปดาห์ คุณก็เปิดสถานะ Long Futures ของ PTT
ถ้าราคาขึ้นจริงคุณก็ได้กำไร เช่นเดียวกันถ้าราคาลงก็ขาดทุน
7. Short Position
“Short” คือการมองตรงข้ามกับ Long โดยคุณกำลังมองว่าราคาจะลง
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเห็นข่าวไม่ดีเกี่ยวกับหุ้น A แล้วคิดว่าราคาจะตก คุณสามารถเปิดสถานะ “Short” ได้เลย
ถ้าราคาลงจริง → กำไร แต่ถ้าราคาขึ้น → ขาดทุน
Short ฟังดูเหมือน “ไม่ต้องมีของ ก็ขายก่อนได้” แต่นี่แหละคือจุดพิเศษของ Futures ที่ต่างจากการซื้อหุ้นปกติ
8. Hedging
Hedging คือกลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยง
เช่น คุณถือหุ้น A อยู่ในพอร์ตจำนวนมาก และกังวลว่าตลาดจะลง ดังนั้น คุณอาจเปิดสถานะ Short Futures ไว้ เพื่อถ้าหากราคาหุ้น A ตกจริง อย่างน้อยคุณก็ยังมีกำไรจากฝั่ง Futures มาช่วยลดความเสียหาย
นี่แหละคือการ Hedging เหมือนคุณใส่หมวกกันน็อคก่อนขี่มอเตอร์ไซค์ ไม่ได้แปลว่าจะล้มแน่ๆ แต่เตรียมไว้ก่อน
9. Cash Settlement
คำนี้หมายถึง: การปิดสัญญาด้วยการจ่ายเงินส่วนต่าง โดยไม่ต้องส่งมอบสินทรัพย์จริง
ถ้าคุณเปิด Long แล้วราคาขึ้นพอถึงเวลาปิดสัญญา คุณจะได้รับ “ส่วนต่างของราคาที่เพิ่มขึ้น” เป็นเงินสด ตรงกันข้าม ถ้าขาดทุน ก็ต้องจ่ายส่วนต่างออกไป
10. Slippage
Slippage = ความคลาดเคลื่อนของราคาที่ตั้งใจกับราคาจริงที่ได้
ยกตัวอย่าง: หากคุณตั้ง stop loss ไว้ที่ 100 บาท แต่เมื่อราคาตลาดช่วงบ่ายเปิดมาที่ 98 บาท ทำให้เรา stop loss ได้ที่ 98 บาทแทนที่จะเป็น 100 บาท ดังนั้น เราจึงขาดทุนเพิ่ม 2 บาทจากจุดที่ตั้งใจไว้ นี่แหละคือ Slippage

