รายการเนื้อหา
Blocktrade vs หุ้นปกติ ต่างกันยังไง?

จากบทความ “Blocktrade คืออะไร? ทำไมมือโปรถึงใช้สินค้านี้ทำกำไร” ทำให้เราพอจะทราบนิยามของ Blocktrade กันไปแล้ว แต่ถ้าคุณเป็นนักลงทุนที่เริ่มสนใจตลาดหุ้น อาจจะมีความสงสัยว่า แล้ว Blocktrade ต่างจากการซื้อขายหุ้นแบบปกติตรงไหน? เราจะพาคุณไปทำความเข้าใจให้ชัดแบบง่าย ๆ ผ่านบทความนี้
ความแตกต่างระหว่าง Blocktrade กับ หุ้นปกติ

1. ลักษณะการลงทุน
Blocktrade:
เป็นการซื้อขายผ่าน สัญญา Futures (Single Stock Futures) ซึ่งอ้างอิงราคาหุ้นแม่ในตลาดหลักทรัพย์ นักลงทุนไม่ได้ซื้อหุ้นจริงแต่เป็นการซื้อสัญญาเพื่อให้สามารถ “เก็งกำไร” จากการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นแม่แทน ไม่ว่าจะขึ้นหรือลงก็สามารถทำกำไรได้
หุ้นปกติ:
เป็นการซื้อ หุ้นจริงในตลาดหลักทรัพย์ นักลงทุนจะได้สิทธิ์เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทนั้น ๆ อย่างแท้จริง สามารถถือครองระยะยาวเพื่อรับผลตอบแทนจากการเติบโตของธุรกิจหรือเงินปันผลได้
2. เงินลงทุน
Blocktrade:
ใช้เงินลงทุนเพียงบางส่วน เพราะสามารถใช้ Leverage หรือการยืมเงินจากโบรกเกอร์เพื่อขยายมูลค่าการลงทุนได้ เช่น ถ้าใช้ Leverage 5 เท่า มีเงิน 10,000 บาท ก็สามารถเปิดสถานะได้สูงถึง 50,000 บาท ซึ่งช่วยให้สร้างผลตอบแทนได้มากขึ้นอย่างทวีคูณ แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงขาดทุนอย่างทวีคูณด้วยเช่นกัน
หุ้นปกติ:
ใช้เงินของตัวเองทั้งหมด ไม่มี Leverage เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น มีเงินเท่าไรก็ซื้อหุ้นได้ตามจำนวนเงินที่มี แม้ผลตอบแทนจะโตช้ากว่า แต่มีความเสี่ยงที่จำกัดกว่าเช่นกัน
3. สิทธิต่าง ๆ
Blocktrade:
ผู้ถือสัญญา Blocktrade ไม่มีสิทธิถือหุ้นจริง จึงไม่ได้รับสิทธิในการออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้น อย่างไรก็ตาม หากนักลงทุนถือสถานะฝั่ง Long แล้วหุ้นแม่ประกาศจ่ายปันผล ก็จะได้รับเงินปันผลเช่นกัน
หุ้นปกติ:
ผู้ถือหุ้นจะได้สิทธิ์ครบทุกอย่าง ทั้งสิทธิออกเสียงในที่ประชุม และสิทธิรับเงินปันผลจริงจากบริษัท รวมถึงสิทธิอื่น ๆ เช่น การจองซื้อหุ้นเพิ่มทุนหรือรับหุ้นปันผล
4. การทำกำไร
Blocktrade:
สามารถเก็งกำไรได้ทั้ง 2 ทาง คือ
- Long Position: เมื่อคิดว่าราคาหุ้นแม่จะ “ขึ้น”
- Short Position: เมื่อคาดว่าราคาหุ้นแม่จะ “ลง”
ดังนั้น Blocktrade จึงเปิดโอกาสให้ทำกำไรได้แม้ในช่วงตลาดขาลง เหมาะกับนักลงทุนสายเทรดที่ชอบจังหวะเก็งกำไรระยะสั้น
หุ้นปกติ:
จะได้กำไรเฉพาะเมื่อราคาหุ้น “เพิ่มขึ้น” เท่านั้น (Buy low → Sell high) และหากราคาหุ้นตกก็ต้องรอให้กลับมาฟื้น ไม่สามารถทำกำไรขาลงได้ง่าย นอกจากจะใช้ “ธุรกรรมยืมและให้ยืมหลักทรัพย์ (Securities Borrowing and Lending; SBL)”
5. ความเสี่ยง
Blocktrade:
มีความเสี่ยง สูงกว่า เพราะมีการใช้ Leverage หากราคาหุ้นเคลื่อนไหวผิดทาง ขาดทุนอาจมากกว่าทุนเริ่มต้นได้
เช่น หากใช้ Leverage 5 เท่า การขาดทุนเพียง 10% ของราคาหุ้นแม่ อาจทำให้พอร์ตขาดทุนถึง 50% ของเงินทุนจริง
นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจาก Margin Call หากมูลค่าเงินในพอร์ตลดลงจนต่ำกว่า Maintainance Margin
หุ้นปกติ:
มีความเสี่ยง ต่ำกว่า เพราะใช้เงินของตนเอง 100% ทำให้การขาดทุนนั้นจะขาดทุนเท่ากับเงินที่นำมาลงทุน และไม่ต้องกังวลเรื่อง Margin Call
6. เหมาะกับใคร
Blocktrade:
เหมาะกับนักลงทุนที่มีประสบการณ์ เข้าใจการบริหารความเสี่ยง และสามารถรับความผันผวนได้ ต้องการเก็งกำไรเร็วในระยะสั้น หรือใช้เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยง (Hedging) สำหรับพอร์ตหุ้นที่มีอยู่
หุ้นปกติ:
เหมาะกับนักลงทุนทั่วไป เน้นการลงทุนระยะยาว หรือผู้ที่ต้องการสร้างพอร์ตเพื่อเก็บปันผลสม่ำเสมอ ไม่ต้องการเสี่ยงสูงหรือเฝ้าหน้าจอเทรดตลอดเวลา
โดยสรุปแล้ว
- Blocktrade เป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการทำกำไรได้เร็วและมากขึ้น แต่ต้องเข้าใจกลไกของการ Leverage และการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ เพราะอาจขาดทุนได้มากกว่าเงินทุนจริงเช่นกัน
- หุ้นปกติ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเติบโตอย่างมั่นคง ได้รับสิทธิ์ถือหุ้นจริง และมีความเสี่ยงที่จำกัดมากกว่า
หากคุณเพิ่งเริ่มต้นในตลาดลงทุน แนะนำให้เริ่มจาก “หุ้นปกติ” ก่อนเพื่อสร้างพื้นฐานความเข้าใจ จากนั้นจึงค่อยต่อยอดไปสู่การใช้ “Blocktrade” เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและสร้างโอกาสในการเทรดอย่างมืออาชีพ

