Category: Basic

  • [Update ล่าสุด] เช็กลิสต์ “หุ้นตัวไหนทำ Block Trade ได้บ้าง?”

    [Update ล่าสุด] เช็กลิสต์ “หุ้นตัวไหนทำ Block Trade ได้บ้าง?”

    [Update ล่าสุด] เช็กลิสต์ “หุ้นตัวไหนทำ Block Trade ได้บ้าง?”

    เคยไหมครับ? เล็งหุ้นตัวใหญ่ไว้ กราฟกำลังสวย สตอรี่กำลังมา แต่ติดที่เงินทุนในพอร์ตอาจจะไม่เอื้อให้ซื้อเยอะๆ หรือบางทีอยากจะ Short แก้พอร์ตตอนตลาดลง แต่ก็ไม่แน่ใจว่าหุ้นตัวนี้ทำ Block Trade ได้หรือเปล่า?

    วันนี้ผมสรุปวิธีเช็กลิสต์มาให้แล้วครับว่า หุ้นแบบไหนที่ทำ Block Trade ได้ และเขาแบ่งเกณฑ์กันยังไง เพื่อให้เราวางแผนเทรดได้อย่างแม่นยำ ไม่ต้องไปงงหน้างานครับ

    1. เข้าใจก่อน: ไม่ใช่หุ้นทุกตัวที่ทำ Block Trade ได้

    หลายคนเข้าใจผิดว่าหุ้นในตลาดกว่า 800 ตัวทำได้หมด… “ผิดครับ” หุ้นที่จะทำ Block Trade ได้ ต้องเป็นหุ้นที่ ตลาดหลักทรัพย์ (TFEX) อนุญาตให้มีการซื้อขายเป็นฟิวเจอร์ส (Single Stock Futures) เท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นหุ้นในกลุ่ม SET100 หรือหุ้นที่มีสภาพคล่องสูง พื้นฐานดี เป็นที่รู้จักครับ

    2. เจาะลึกเกณฑ์ขั้นต่ำ (Minimum Quantity)

    อันนี้คือไฮไลต์ครับ ทางการเขาไม่ได้จับหุ้นมารวมกันหมด แต่เขาแบ่ง “เกรด” ของหุ้นตามระดับราคาและสภาพคล่อง เพื่อกำหนด “จำนวนสัญญาขั้นต่ำ” ในการเปิดสถานะ ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลักๆ ดังนี้ครับ:

    กลุ่ม VIP (ขั้นต่ำ 20 สัญญา): กลุ่มนี้คือ “หุ้นบิ๊กแคป ราคาแพง” หรือหุ้นบลูชิพตัวท็อปของประเทศ ราคาหุ้นต่อหน่วยสูง ทำให้ใช้จำนวนสัญญาน้อยๆ ก็มีมูลค่ารวมสูงแล้ว

    (ส่วนใหญ่เป็นหุ้นราคาแพงเกิน 100 บาท หรือหุ้นใหญ่สภาพคล่องสูงมาก ใช้เงินวางต่อน้อยแต่คุมมูลค่าได้เยอะ)

    Bank & Finance: BBL, KBANK, SCB, KKP, TISCO, AEONTS

    Energy & Utility: PTTEP, EGCO, RATCH

    Tech & Comms: ADVANC, INTUCH, DELTA

    Others: SCC (ปูนใหญ่), BH (โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์), BJC, CBG

    กลุ่มยอดนิยม (ขั้นต่ำ 100 สัญญา): กลุ่มนี้คือ “หุ้นพื้นฐานดี พิมพ์นิยม” ราคาระดับกลางๆ เป็นกลุ่มที่มีจำนวนหุ้นให้เลือกเยอะที่สุดในตลาด นักลงทุนรายย่อยมักจะเริ่มที่กลุ่มนี้

    (กลุ่มนี้คือมหาชนที่สุด รวมหุ้นพิมพ์นิยมใน SET100 ที่ราคาต่ำกว่า 100 บาท ส่วนใหญ่รายย่อยจะเล่นกลุ่มนี้กันเยอะ)

    Energy: PTT, PTTGC, TOP, IVL, GULF, GPSC, BGRIM, BCP, ESSO (บางจาก), OR, EA, BANPU (บางช่วงอาจอยู่ 500 เช็กราคาอีกที), SPRC

    Commerce & Food: CPALL (บางโบรก/บางช่วงราคาอาจอยู่กลุ่ม 20), CRC, CPN, HMPRO, GLOBAL, TU, CPF, MINT, OSP, M, CBG (ถ้าราคาลงมาเยอะอาจอยู่กลุ่มนี้)

    Bank & Fin: KTB, MTC, SAWAD, TIDLOR, BAM, JMT, KTC, TCAP

    Transport: AOT (ท่าอากาศยานไทย), BEM, BTS (บางช่วง)

    Others: BDMS, BCH, LH, SPALI, WHA, AMATA, TRUE, AWC, STEC, CK

    กลุ่มราคาเบาลงมาหน่อย (ขั้นต่ำ 500 สัญญา): กลุ่มนี้จะเป็นหุ้นที่ราคาต่อหน่วยลดหลั่นลงมา หรือสภาพคล่องอาจจะรองลงมาจากกลุ่มแรกๆ ทำให้ต้องเพิ่มจำนวนสัญญาเพื่อให้คุ้มกับมูลค่าดีล

    (หุ้นราคาหลักหน่วยถึงหลักสิบต้นๆ หรือหุ้นซิ่งที่ต้องใช้วอลุ่มเยอะหน่อยถึงจะคุ้ม)

    Property: SIRI, QH, ORI, LPN, ANAN

    Energy/Petro: IRPC, BPP, CKP, GUNKUL, SPCG

    Others: PLANB, VGI, TTA, PSL, THANI, STGT, STA, EPG, ERW, JAS (บางช่วง), MAJOR, TKN, TTB (ทหารไทยธนชาต)

    กลุ่มเล็กพริกขี้หนู (ขั้นต่ำ 1,000 สัญญา): กลุ่มนี้คือ “หุ้นเล็ก หรือ หุ้นราคาต่ำ (Penny Stock)” ราคาหุ้นมักจะอยู่หลักสตางค์หรือบาทต้นๆ จึงต้องใช้จำนวนสัญญาเยอะที่สุดเพื่อให้เปิดสถานะได้

    List: SUPER, BLAND, S, BEAUTY, GEL, ITD (ขึ้นอยู่กับสถานะช่วงนั้น), NUSA

    หมายเหตุ: รายชื่อหุ้นในแต่ละกลุ่มมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามประกาศของ TFEX แนะนำให้อัปเดตสม่ำเสมอครับ)

  • 10 คำศัพท์ที่ควรรู้ก่อนเริ่มต้น Blocktrade

    10 คำศัพท์ที่ควรรู้ก่อนเริ่มต้น Blocktrade

    10 คำศัพท์ที่ควรรู้ก่อนเริ่มต้น Blocktrade

    หลายคนเมื่อเริ่มสนใจเรื่องการลงทุน พอเจอคำว่า Blocktrade, Futures, Leverage หรือคำศัพท์อื่น ๆ ที่ฟังดูซับซ้อน ก็เริ่มลังเลและถอยออกมา

    ดังนั้น คำศัพท์พื้นฐานนั้นสำคัญมาก เหมือนการหัดขี่จักรยาน เราแค่ต้องเริ่มจากการทรงตัวให้ได้ก่อนจะไปเร็ว บทความนี้จึงรวบรวม 10 คำศัพท์พื้นฐานของ Blocktrade พร้อมอธิบายแบบเข้าใจง่ายสุด ๆ


    1. Blocktrade คืออะไร?

    เริ่มกันที่พระเอกของเรื่องก่อนเลย Blocktrade คือ 1 ในวิธีการซื้อขาย Futures ซึ่งก็คือ Single Stocks Futures ที่ไม่ได้ทำผ่านตลาดแบบปกติทั่วไป (เช่น SET หรือ TFEX)

    แต่เป็นการตกลงซื้อขายกันล่วงหน้าระหว่างนักลงทุนกับโบรกเกอร์ โดยกำหนดราคาซื้อขายกันเองตามที่ตกลงกันไว้

    ลองจินตนาการแบบนี้นะครับ:

    ถ้าตลาดหุ้นคือห้างสรรพสินค้า Blocktrade ก็คือ การนัดคุยกับเจ้าของร้านแล้วตกลงซื้อของกันหลังร้านแบบพิเศษโดยเฉพาะคนที่ต้องการซื้อในปริมาณเยอะ ๆ ทำให้ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่ได้ตามจำนวนของที่ต้องการ


    2. Futures (ฟิวเจอร์ส)

    ชื่ออาจดูยาก แต่ความหมายง่ายมากครับ: Futures คือสัญญาที่ตกลงกันวันนี้ แต่ซื้อขายกันจริงในอนาคต

    ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ:

    คุณกับเพื่อนตกลงกันว่าอีก 1 เดือนจะซื้อข้าวสารในราคากระสอบละ 1,000 บาท ไม่ว่าตอนนั้นราคาจะขึ้นเป็น 1,200 หรือจะลดเหลือ 800 ก็ตาม

    นี่แหละคือ “Futures” มันใช้กับหุ้นก็ได้ ใช้กับทอง น้ำมัน หรือแม้แต่ดัชนีก็ได้ โดยนักลงทุนใช้ Futures เพื่อ “ล็อคราคา” หรือ “เก็งกำไร” จากการเปลี่ยนแปลงของราคา


    3. Underlying Asset

    ศัพท์นี้แปลตรงตัวเลยครับ Underlying Asset = สินทรัพย์อ้างอิง คือสินทรัพย์หรือของจริง ๆ ที่อยู่เบื้องหลังสัญญา Futures เช่น:

    • ถ้าคุณเทรด SET50 Futures → สินทรัพย์อ้างอิงคือ ดัชนี SET50
    • ถ้าคุณเทรด Single Stock Futures → สินทรัพย์อ้างอิงคือ หุ้นตัวใดตัวหนึ่ง เช่น PTT, SCB, AOT

    พูดง่าย ๆ 

    Futures คือ สัญญากระดาษ

    Underlying คือ ของจริง ๆ ที่เอามาเขียนในสัญญานั้น


    4. Leverage

    Leverage = พลังขยาย/ตัวทวีคูณ

    ถ้าคุณมีเงิน 10,000 บาท แล้วอยากซื้อหุ้นมูลค่า 100,000 บาท โดยปกติคุณต้องหาเงินเพิ่ม แต่ถ้าคุณใช้ Leverage 10 เท่า คุณสามารถซื้อได้เลย แม้มีเงินน้อย 

    ดังนั้น Leverage ก็เปรียบเสมือนดาบ 2 คม ที่ทำให้เราสามารถใช้เงินน้อยลงเพื่อเทรดได้มูลค่ามากขึ้น แต่หากเราเทรดผิดทาง การขาดทุนก็เพิ่มตามไปด้วยเช่นกัน 


     5. Margin 

    Margin คือเงินประกันที่ต้องวางไว้กับโบรกเกอร์ ซึ่งคำนี้เกี่ยวกับ Leverage โดยตรงเลยครับ 

    เช่น ถ้าคุณจะเทรด Futures มูลค่า 100,000 บาท โบรกเกอร์อาจจะกำหนดให้วาง Margin แค่ 10,000 บาท (หรือ 10%) 

    Margin มี 2 แบบหลัก ๆ:

    • Initial Margin (IM) = เงินหลักประกันขั้นต้น โดยเป็นหลักประกันที่ใช้วางต่อการเทรด 1 สัญญา
    • Maintenance Margin (MM) = เงินหลักประกันที่ต้องคงขั้นต่ำไว้ตลอด โดย Maintenance Margin จะอยู่ที่ระดับ 70% ของ IM หากเงินหลักประกันของเราต่ำกว่าระดับ MM โบรกเกอร์จะมีการแจ้งเตือนให้ฝากเงินหลักประกันเพิ่ม (เรียกว่า Margin Call)

     6. Long Position

    “Long” ในโลกของ Futures แปลว่า คุณกำลังมองว่าราคาจะขึ้น

    ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณคิดว่าราคาหุ้น PTT จะขึ้นในอีก 1 สัปดาห์ คุณก็เปิดสถานะ Long Futures ของ PTT

    ถ้าราคาขึ้นจริงคุณก็ได้กำไร เช่นเดียวกันถ้าราคาลงก็ขาดทุน


     7. Short Position

    “Short” คือการมองตรงข้ามกับ Long โดยคุณกำลังมองว่าราคาจะลง

    ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเห็นข่าวไม่ดีเกี่ยวกับหุ้น A แล้วคิดว่าราคาจะตก คุณสามารถเปิดสถานะ “Short” ได้เลย

    ถ้าราคาลงจริง → กำไร แต่ถ้าราคาขึ้น → ขาดทุน

    Short ฟังดูเหมือน “ไม่ต้องมีของ ก็ขายก่อนได้” แต่นี่แหละคือจุดพิเศษของ Futures ที่ต่างจากการซื้อหุ้นปกติ


     8. Hedging 

    Hedging คือกลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยง

    เช่น คุณถือหุ้น A อยู่ในพอร์ตจำนวนมาก และกังวลว่าตลาดจะลง ดังนั้น คุณอาจเปิดสถานะ Short Futures ไว้ เพื่อถ้าหากราคาหุ้น A ตกจริง อย่างน้อยคุณก็ยังมีกำไรจากฝั่ง Futures มาช่วยลดความเสียหาย

    นี่แหละคือการ Hedging เหมือนคุณใส่หมวกกันน็อคก่อนขี่มอเตอร์ไซค์ ไม่ได้แปลว่าจะล้มแน่ๆ แต่เตรียมไว้ก่อน


     9. Cash Settlement

    คำนี้หมายถึง: การปิดสัญญาด้วยการจ่ายเงินส่วนต่าง โดยไม่ต้องส่งมอบสินทรัพย์จริง

    ถ้าคุณเปิด Long แล้วราคาขึ้นพอถึงเวลาปิดสัญญา คุณจะได้รับ “ส่วนต่างของราคาที่เพิ่มขึ้น” เป็นเงินสด ตรงกันข้าม ถ้าขาดทุน ก็ต้องจ่ายส่วนต่างออกไป


     10. Slippage

    Slippage = ความคลาดเคลื่อนของราคาที่ตั้งใจกับราคาจริงที่ได้

    ยกตัวอย่าง: หากคุณตั้ง stop loss ไว้ที่ 100 บาท แต่เมื่อราคาตลาดช่วงบ่ายเปิดมาที่ 98 บาท ทำให้เรา stop loss ได้ที่ 98 บาทแทนที่จะเป็น 100 บาท ดังนั้น เราจึงขาดทุนเพิ่ม 2 บาทจากจุดที่ตั้งใจไว้ นี่แหละคือ Slippage 

  • Blocktrade คืออะไร? ทำไมมือโปรถึงใช้สินค้านี้ทำกำไร

    Blocktrade คืออะไร? ทำไมมือโปรถึงใช้สินค้านี้ทำกำไร

    Blocktrade คืออะไร? ทำไมมือโปรถึงใช้สินค้านี้ทำกำไร

    บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกตั้งแต่ ความหมาย วิธีทำงาน ข้อดี-ข้อเสีย ตัวอย่างการลงทุนจริง และคำแนะนำสำหรับมือใหม่เพื่อให้คุณเข้าใจว่า Blocktrade เหมาะกับตัวคุณหรือไม่

    Blocktrade  คือการซื้อขายสัญญา SSF โดยมีความพิเศษตรงที่สามารถรองรับธุรกรรมในปริมาณมากได้ ไม่สูญเสียสภาพคล่อง

    Blocktrade คืออะไร?

    Blocktrade  คือการซื้อขายสัญญาแบบจับคู่ในลักษณะเดียวกับสัญญา SSF โดยมีความพิเศษตรงที่สามารถรองรับธุรกรรมในปริมาณมากได้ โดยไม่สูญเสียสภาพคล่อง และอ้างอิงราคาตามตลาดเหมือนเดิม แต่ก่อนที่เราจะไปทำความเข้าใจกลไกการทำงานของ Blocktrade  ขออธิบายต้นกำเนิดของเครื่องมือนี้ก่อนเล็กน้อย

    Single Stock Futures (SSF) คือสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Futures) ที่อ้างอิงกับราคาหุ้นรายตัวที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งรายชื่อหุ้นอ้างอิงสามารถติดตามได้จากตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ประเทศไทย) หรือตลาด TFEX ซึ่งคัดจากความนิยมของหุ้นที่มีปริมาณการซื้อขายสูง ซึ่งการซื้อขาย SSF 1 สัญญาจะเทียบเท่ากับการซื้อหุ้น 1,000 หุ้น ทำให้การเคลื่อนไหวของราคา SSF ทุกๆ 1 บาท จะมีมูลค่าเท่ากับ 1,000 บาท

    อย่างไรก็ตาม การซื้อขาย SSF โดยทั่วไปมักมีสภาพคล่องที่ไม่เพียงพอสำหรับรองรับธุรกรรมขนาดใหญ่ เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่เป็นรายย่อยที่ตั้งราคาซื้อขายกันเอง ทำให้การจับคู่สัญญาจำนวนมากทำได้ยาก ส่งผลให้เกิดปัญหา bid–ask spread กว้าง ต้นทุนการเทรดสูง และ market makers ตั้งราคาได้ยากขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่ราคาที่คลาดเคลื่อนและได้ราคาเปิดหรือราคาปิดที่ไม่เหมาะสม

    ด้วยเหตุนี้ Blocktrade  จึงเข้ามาช่วยแก้ปัญหา โดยทำหน้าที่จับคู่สัญญา SSF ให้แก่นักลงทุน โดยให้นักลงทุนวางเงินเพียงบางส่วน และบริษัทหลักทรัพย์จะทำหน้าที่เป็นคู่สัญญาฝ่ายตรงข้ามให้กับนักลงทุน ทั้งนี้นักลงทุนต้องถือสัญญา SSF ตามจำนวนขั้นต่ำที่ตลาดหลักทรัพย์กำหนด วิธีนี้จะช่วยให้ธุรกรรมขนาดใหญ่ไม่กระทบสภาพคล่องและไม่ทำให้ราคาหุ้นอ้างอิงผันผวนจนเกินไป ด้วยประโยชน์และความสะดวกสบายของการทำทุรกรรมที่มากขึ้น จึงเป็นปริมาณการทำสัญญา SSF ผ่าน Blocktrade  เติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

    แล้วในกรณีที่นักลงทุนทำกำไรได้ บริษัทหลักทรัพย์จะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากมีการปิดความเสี่ยงด้วยการเข้าซื้อหุ้นจริงบนกระดานในปริมาณที่เท่ากัน บริษัทหลักทรัพย์จึงเป็นเพียงตัวกลางในการทำหน้าที่จับคู่สัญญาเท่านั้น แต่เนื่องจากการปิดความเสี่ยงมีต้นทุน บริษัทหลักทรัพย์จึงจำเป็นต้องเก็บค่าธรรมเนียมจากลูกค้าเพื่อมาถัวความเสี่ยงในส่วนนี้

    Blocktrade  มักใช้กับการทำธุรรกรรมในปริมาณมาก จึงเหมาะกับนักลงทุนรายใหญ่ เช่น ผู้ลงทุนสถาบัน กองทุนเฮดจ์ฟันด์ และบุคคลผู้มีความมั่งคั่งสูง (HNWIs) ที่ต้องการหลีกเลี่ยงไม่ให้การทำธุรกรรมส่งผลกระทบต่อราคาหลักทรัพย์ในกระดานและสามารถดำเนินการซื้อขายปริมาณมากได้อย่างทันท่วงทีและมีความแน่นอน หรอเหมาะกับนักลงทุนมืออาชีพที่มีความรู้ความเข้าใจและสามรถรับความเสี่ยงของการลงทุนใน TFEX และ Blocktrade ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ Blocktrade ยังเหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการถัวความเสี่ยงหรือเก็งกำไรในระยะสั้นเช่นกัน

    พูดง่าย ๆ คือ หากคุณอยากซื้อหรือขาย SSF จำนวนมาก แต่ตลาดไม่มีคู่สัญญา โบรกเกอร์จะเข้ามาช่วยเป็นคู่สัญญาให้ ทำให้สามารถเปิดสถานะได้ทันที

    วิธีการทำงานของ Blocktrade เบื้องต้นมีดังนี้ เลือกหุ้นอ้างอิงที่ทำ Blocktrade ได้ จากนั้นติดต่อ โบรกเกอร์ โบรกเกอร์จะเข้ามาเป็นคู่สัญญาให้ และนักลงทุนต้องเลือกเปิดสถานะ Long หรือ Short นอกจากนี้ยังต้องมีการวางหลักประกัน Margin
และโบรกเกอร์จะคิดค่าธรรมเนียมหรือดอกเบี้ยตามสัญญา ซึ่งเป็นรายได้หลักของบริการ Blocktrade

    วิธีการทำงานของ Blocktrade

    1. เลือกหุ้นอ้างอิงที่ทำ Blocktrade ได้
      นักลงทุนเลือกหุ้นที่ต้องการทำ Blocktrade เช่น AOT, PTT, ADVANC เป็นต้น
    2. โบรกเกอร์เข้ามาเป็นคู่สัญญา
      โบรกเกอร์ช่วยให้การทำธุรกรรมซื้อขาย Blocktrade เกิดขึ้นทันที แม้ตลาดไม่มีคู่สัญญาพร้อม
    3. วางหลักประกัน Margin
      นักลงทุนวางเงินหลักประกันขั้นต้น (Initial Margin) ประมาณ 10-20% ของมูลค่าหุ้นจริงที่ต้องการเปิดสถานะ
    4. เปิดสถานะ Long หรือ Short
    • Long = มองว่าราคาหุ้นจะขึ้น
    • Short = มองว่าราคาหุ้นจะลง
    1. นักลงทุนถือสัญญา SSF
      นักลงทุนถือสัญญาตามจำนวนที่ต้องการ เพื่อเก็งกำไร หรือ ป้องกันความเสี่ยงพอร์ตหุ้น
    2. ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ และดอกเบี้ย
      โบรกเกอร์คิดค่าธรรมเนียมหรือดอกเบี้ยตามสัญญา ซึ่งเป็นรายได้หลักของบริการ Blocktrade
    3. ปิดสถานะ
      นักลงทุนสามารถปิดสัญญาเมื่อไรก็ได้ หรือทำการ Roll over ไปซีรีส์ถัดไปก็ได้เช่นกัน
    ข้อดีของ Blocktrade
1.  เพิ่มสภาพคล่อง โดยไม่ต้องรอคู่สัญญา
2. ใช้เงินทุนน้อย แต่ควบคุมพอร์ตใหญ่ได้ (Leverage)
3. ยืดหยุ่นตามกลยุทธ์ เทรดได้ทั้งขาขึ้น – ขาลง

    ข้อดีของ Blocktrade

    1. เพิ่มสภาพคล่อง โดยไม่ต้องรอคู่สัญญา
      เวลาลงทุนใน TFEX ปกติถ้าไม่มีคนมาซื้อ-ขายจับคู่กัน ออเดอร์ของเราอาจจะค้างอยู่ แต่ถ้าใช้ Blocktrade โบรกเกอร์จะเข้ามาช่วยเปิดสถานะให้เลยทันที ทำให้ไม่ต้องกังวลว่าจะเทรดไม่ได้เพราะไม่มีสภาพคล่อง
    2. ใช้เงินทุนน้อย แต่ควบคุมพอร์ตใหญ่ได้ (Leverage)
      นักลงทุนสามารถใช้เงินแค่บางส่วน แต่ควบคุมมูลค่าการลงทุนที่ใหญ่กว่าทุนจริงหลายเท่าได้ เหมาะกับคนที่ต้องการผลตอบแทนเร็ว หรืออยากขยายโอกาสจากเงินต้นที่มีจำกัด
    3. ยืดหยุ่นตามกลยุทธ์ เทรดได้ทั้งขาขึ้น – ขาลง
      ไม่ว่าตลาดจะวิ่งขึ้นหรือลง Blocktrade ก็ยังเป็นเครื่องมือที่ใช้การได้ทุกสภาวะตลาด → ถ้าเชื่อว่าหุ้นจะขึ้น ก็เปิด Long แต่ถ้าคาดว่าจะลง ก็เปิด Short ได้ทันที แถมยังประยุกต์ใช้เป็นเครื่องมือ ป้องกันความเสี่ยง (Hedging) ได้ด้วย เช่น ถ้ามีพอร์ตหุ้นอยู่แล้ว แต่อยากกันความเสี่ยงขาลง ก็ใช้ Blocktrade มาช่วยบาลานซ์ได้

    ทำไมต้องป้องกันความเสี่ยง?

    เพราะตลาดหุ้นมันไม่ได้มีแต่ช่วงขาขึ้น บางทีข่าวลบ เศรษฐกิจผันผวน หรือแม้แต่เรื่องการเมืองก็ทำให้ราคาหุ้นตกได้ การที่เราถือหุ้นจริงไว้ ถ้าไม่ทำอะไรเลยก็อาจขาดทุนหนัก แต่ถ้าใช้ Blocktrade เข้ามาช่วย เราจะสามารถ “ลดแรงกระแทก” ของพอร์ตได้

    1. ได้รับความนิยมสูงในหมู่นักลงทุนไทย
      ปัจจุบัน Blocktrade กลายเป็นเครื่องมือยอดฮิตในตลาด TFEX ไปแล้ว ข้อมูลบ่งชี้ว่า มากกว่า 90% ของ Single Stock Futures (SSF) มีการซื้อขายผ่าน Blocktrade หมายความว่า มันไม่ใช่ของใหม่ หรือซับซ้อนเกินไป แต่เป็นสิ่งที่ “นักลงทุนส่วนใหญ่” ใช้กันจริง

    ความเสี่ยงที่ต้องเข้าใจก่อนลงทุน Blocktrade 

    1. Leverage สูง – เนื่องจาก Blocktrade มีจุดเด่นคือสามารถใช้ Leverage ควบคุมมูลค่าการลงทุนที่สูงกว่าทุนจริงได้ แม้คุณใส่เงินเพียงเล็กน้อย แต่การกำไรขาดทุนก็จะขยายตามมูลค่าการลงทุน ดังนั้น การจัดสัดส่วนเงินลงทุนและการตั้งจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) เป็นสิ่งจำเป็น
    2. ดอกเบี้ยหรือค่าธรรมเนียมจากโบรกเกอร์ – การถือสัญญานานอาจทำให้ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายมากกว่ากำไรที่ได้ หรือการซื้อขายสัญญาบ่อยครั้งจะทำให้ต้องเสียค่าธรรมเนียมต่อสัญญา
    3. ความผันผวนของหุ้นแม่ – เมื่อราคาหุ้นแม่แกว่งตัวแรงอาจทำให้มีคามผันผวนของผลกำไรขาดทุนในการทำ Blocktrade ได้เช่นกัน
    4. สภาพคล่องในตลาดจริง – หากไม่มีคู่สัญญาเพียงพอจนขาดสภาพคล่อง ราคาที่ได้จริงอาจแตกต่างกับราคาบน Blocktrade

    จากความเสี่ยงดังกล่าวนักลงทุนจึงควรทราบว่าตัวเองรับความเสี่ยงได้มากแค่ใหนเพื่อจำกัดสัดส่วนเงินลงทุนให้เหมาะสมและตั้งจุดตัดขาดทุนก่อนเพื่อศึกษาพฤติกรรมราคาและวิธีการทำงานของตลาด เช่น การแกว่งตัวของหุ้นแม่ ผลกระทบจากข่าว รวมถึงค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ยโบรกเกอร์ ซึ่งอาจทดลองในกระดานจำลองการลงทุนก่อน แล้วจึงค่อยขยายการลงทุนในกระดานจริงโดยมี Blocktrade เป็นเครื่องมือสร้างผลตอบแทนแบบทวีคูณเมื่อเข้าใจกลไกของตลาดมากขึ้น

    นักลงทุนที่เหมาะกับ Block Trade ได้แก่
นักลงทุนมืออาชีพ คนที่สามารถรับความเสี่ยงได้สูง และนักลงทุนที่ต้องการเครื่องมือเสริม

    ใครเหมาะกับ Block Trade

    • นักลงทุนมืออาชีพ → ควรเข้าใจในความเสี่ยง รู้จักผลิตภัณฑ์และการใช้งานเครื่องมือทางการเงินอย่าง TFEX และ Blocktrade ได้เป็นอย่างดี
    • คนที่สามารถรับความเสี่ยงได้สูง → เพราะ Blocktrade มีโอกาสทำกำไรเร็วแต่ก็สามารถขาดทุนเร็วเช่นกัน
    • นักลงทุนที่ต้องการเครื่องมือเสริม → สามารถใช้ Blocktrade เพื่อป้องกันความเสี่ยงของพอร์ตหุ้นหรือเก็งกำไรระยะสั้น

    สำหรับมือใหม่ เริ่มจากจุดเล็ก ๆ และเรียนรู้ทีละขั้น

    แม้ Blocktrade จะฟังดูซับซ้อน แต่มือใหม่ก็สามารถเริ่มได้แบบปลอดภัย ด้วยหลักการแสนง่าย ดังนี้

    • ลงทุนจากเงินจำนวนเล็ก ๆ ก่อน
      เริ่มต้นด้วยจำนวนสัญญาน้อย ๆ เช่น 20-100 สัญญา เพื่อทดลองดูพฤติกรรมราคาและวิธีทำงานของตลาด
    • ศึกษาและทดลองเทรด
      ใช้เวลาเรียนรู้กลไกตลาด เช่น การแกว่งตัวของหุ้นแม่ ผลกระทบจากข่าว รวมถึงค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ยโบรกเกอร์
    • ค่อยขยายการลงทุนเมื่อเข้าใจตลาด
      เมื่อเห็นภาพและมั่นใจในกลยุทธ์แล้ว ค่อยเพิ่มจำนวนสัญญาและใช้ Blocktrade เป็นเครื่องมือเสริมสร้างผลตอบแทน

    สรุป – Blocktrade คืออะไร และทำไมมือโปรใช้

    Blocktrade คือ การซื้อขาย SSF ที่มีการกำหนดจำนวนสัญญาขั้นต่ำ โดยมีโบรกเกอร์เป็นคู่สัญญา ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาสภาพคล่อง เปิดโอกาสทำกำไรได้ทั้งตลาดขาขึ้นและขาลง

    ข้อดี: ใช้เงินลงทุนน้อยเมื่อเทียบกับซื้อหุ้นจริง, สภาพคล่องสูง และสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการเก็งกำไรและป้องกันความเสี่ยงได้
    ข้อเสีย/ความเสี่ยง: มี Leverage สูง, มีดอกเบี้ย และราคาหุ้นอาจมีความผันผวน

    คำถามสำคัญก่อเริ่มเทรด Blocktrade:

    1. รับความเสี่ยงสูงได้ไหม?
    2. เข้าใจอนุพันธ์และการจัดการความเสี่ยงแล้วหรือยัง?
    3. ตั้งใจใช้เพื่อเก็งกำไรหรือป้องกันพอร์ต?

    ถ้าคำตอบคือ “ใช่” Blocktrade อาจช่วยเพิ่มศักยภาพการลงทุน แต่หากยังใหม่ ควรเรียนรู้และฝึกฝนก่อนเนื่องจากการลงทุนมีความเสี่ยง