Tag: Blocktrade

  • [Update ล่าสุด] เช็กลิสต์ “หุ้นตัวไหนทำ Block Trade ได้บ้าง?”

    [Update ล่าสุด] เช็กลิสต์ “หุ้นตัวไหนทำ Block Trade ได้บ้าง?”

    [Update ล่าสุด] เช็กลิสต์ “หุ้นตัวไหนทำ Block Trade ได้บ้าง?”

    เคยไหมครับ? เล็งหุ้นตัวใหญ่ไว้ กราฟกำลังสวย สตอรี่กำลังมา แต่ติดที่เงินทุนในพอร์ตอาจจะไม่เอื้อให้ซื้อเยอะๆ หรือบางทีอยากจะ Short แก้พอร์ตตอนตลาดลง แต่ก็ไม่แน่ใจว่าหุ้นตัวนี้ทำ Block Trade ได้หรือเปล่า?

    วันนี้ผมสรุปวิธีเช็กลิสต์มาให้แล้วครับว่า หุ้นแบบไหนที่ทำ Block Trade ได้ และเขาแบ่งเกณฑ์กันยังไง เพื่อให้เราวางแผนเทรดได้อย่างแม่นยำ ไม่ต้องไปงงหน้างานครับ

    1. เข้าใจก่อน: ไม่ใช่หุ้นทุกตัวที่ทำ Block Trade ได้

    หลายคนเข้าใจผิดว่าหุ้นในตลาดกว่า 800 ตัวทำได้หมด… “ผิดครับ” หุ้นที่จะทำ Block Trade ได้ ต้องเป็นหุ้นที่ ตลาดหลักทรัพย์ (TFEX) อนุญาตให้มีการซื้อขายเป็นฟิวเจอร์ส (Single Stock Futures) เท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นหุ้นในกลุ่ม SET100 หรือหุ้นที่มีสภาพคล่องสูง พื้นฐานดี เป็นที่รู้จักครับ

    2. เจาะลึกเกณฑ์ขั้นต่ำ (Minimum Quantity)

    อันนี้คือไฮไลต์ครับ ทางการเขาไม่ได้จับหุ้นมารวมกันหมด แต่เขาแบ่ง “เกรด” ของหุ้นตามระดับราคาและสภาพคล่อง เพื่อกำหนด “จำนวนสัญญาขั้นต่ำ” ในการเปิดสถานะ ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลักๆ ดังนี้ครับ:

    กลุ่ม VIP (ขั้นต่ำ 20 สัญญา): กลุ่มนี้คือ “หุ้นบิ๊กแคป ราคาแพง” หรือหุ้นบลูชิพตัวท็อปของประเทศ ราคาหุ้นต่อหน่วยสูง ทำให้ใช้จำนวนสัญญาน้อยๆ ก็มีมูลค่ารวมสูงแล้ว

    (ส่วนใหญ่เป็นหุ้นราคาแพงเกิน 100 บาท หรือหุ้นใหญ่สภาพคล่องสูงมาก ใช้เงินวางต่อน้อยแต่คุมมูลค่าได้เยอะ)

    Bank & Finance: BBL, KBANK, SCB, KKP, TISCO, AEONTS

    Energy & Utility: PTTEP, EGCO, RATCH

    Tech & Comms: ADVANC, INTUCH, DELTA

    Others: SCC (ปูนใหญ่), BH (โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์), BJC, CBG

    กลุ่มยอดนิยม (ขั้นต่ำ 100 สัญญา): กลุ่มนี้คือ “หุ้นพื้นฐานดี พิมพ์นิยม” ราคาระดับกลางๆ เป็นกลุ่มที่มีจำนวนหุ้นให้เลือกเยอะที่สุดในตลาด นักลงทุนรายย่อยมักจะเริ่มที่กลุ่มนี้

    (กลุ่มนี้คือมหาชนที่สุด รวมหุ้นพิมพ์นิยมใน SET100 ที่ราคาต่ำกว่า 100 บาท ส่วนใหญ่รายย่อยจะเล่นกลุ่มนี้กันเยอะ)

    Energy: PTT, PTTGC, TOP, IVL, GULF, GPSC, BGRIM, BCP, ESSO (บางจาก), OR, EA, BANPU (บางช่วงอาจอยู่ 500 เช็กราคาอีกที), SPRC

    Commerce & Food: CPALL (บางโบรก/บางช่วงราคาอาจอยู่กลุ่ม 20), CRC, CPN, HMPRO, GLOBAL, TU, CPF, MINT, OSP, M, CBG (ถ้าราคาลงมาเยอะอาจอยู่กลุ่มนี้)

    Bank & Fin: KTB, MTC, SAWAD, TIDLOR, BAM, JMT, KTC, TCAP

    Transport: AOT (ท่าอากาศยานไทย), BEM, BTS (บางช่วง)

    Others: BDMS, BCH, LH, SPALI, WHA, AMATA, TRUE, AWC, STEC, CK

    กลุ่มราคาเบาลงมาหน่อย (ขั้นต่ำ 500 สัญญา): กลุ่มนี้จะเป็นหุ้นที่ราคาต่อหน่วยลดหลั่นลงมา หรือสภาพคล่องอาจจะรองลงมาจากกลุ่มแรกๆ ทำให้ต้องเพิ่มจำนวนสัญญาเพื่อให้คุ้มกับมูลค่าดีล

    (หุ้นราคาหลักหน่วยถึงหลักสิบต้นๆ หรือหุ้นซิ่งที่ต้องใช้วอลุ่มเยอะหน่อยถึงจะคุ้ม)

    Property: SIRI, QH, ORI, LPN, ANAN

    Energy/Petro: IRPC, BPP, CKP, GUNKUL, SPCG

    Others: PLANB, VGI, TTA, PSL, THANI, STGT, STA, EPG, ERW, JAS (บางช่วง), MAJOR, TKN, TTB (ทหารไทยธนชาต)

    กลุ่มเล็กพริกขี้หนู (ขั้นต่ำ 1,000 สัญญา): กลุ่มนี้คือ “หุ้นเล็ก หรือ หุ้นราคาต่ำ (Penny Stock)” ราคาหุ้นมักจะอยู่หลักสตางค์หรือบาทต้นๆ จึงต้องใช้จำนวนสัญญาเยอะที่สุดเพื่อให้เปิดสถานะได้

    List: SUPER, BLAND, S, BEAUTY, GEL, ITD (ขึ้นอยู่กับสถานะช่วงนั้น), NUSA

    หมายเหตุ: รายชื่อหุ้นในแต่ละกลุ่มมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามประกาศของ TFEX แนะนำให้อัปเดตสม่ำเสมอครับ)

  • VDO EP.1: Blocktrade คืออะไร

    VDO EP.1: Blocktrade คืออะไร

    VDO EP.1: Blocktrade คืออะไร

  • 5 กลยุทธ์ Blocktrade ทำกำไรในตลาดขาขึ้นและขาลง (EP.2)

    5 กลยุทธ์ Blocktrade ทำกำไรในตลาดขาขึ้นและขาลง (EP.2)

    5 กลยุทธ์ Blocktrade ทำกำไรในตลาดขาขึ้นและขาลง (EP.2)

    กลยุทธ์ที่ 2 “Swing Trade”

    ในโลกของการเทรด ไม่ใช่ทุกคนจะมีเวลานั่งเฝ้าหน้าจอตลอดทั้งวัน บางคนอยากเล่นตามเทรนด์แต่ก็ไม่อยาก “วิ่งตามราคา” — นี่แหละคือ จุดเริ่มต้นของกลยุทธ์ที่ 2 อย่าง “Swing Trade” กลยุทธ์ที่เน้นจับจังหวะพักตัวของเทรนด์ เหมาะกับเทรดเดอร์ที่ต้องการบริหารเวลาได้ดี และยังอยากเกาะขบวนหลักของตลาดแบบไม่ต้องเหนื่อยเกินไป

    Swing Trade คือ การเล่นตามรอบของแนวโน้มหลัก (Main Trend) โดยการเข้า Long หรือ Short ที่จุดเริ่ม "พักตัว" ของเทรนด์นั้น

    Swing Trade คือ การเล่นตามรอบของแนวโน้มหลัก (Main Trend) เราตามเทรนด์ แต่จะไม่ไล่ราคาและจะไม่สวนเทรนด์ แต่เราจะรอจังหวะ “พักตัว” ของเทรนด์นั้น ท่านี้เหมาะสำหรับคนที่ไม่อยากเฝ้าจอทั้งวัน แต่พร้อมถือสถานะข้ามคืน (ประมาณ 2-10 วัน) เพื่อกินคำกลาง (ไม่ซื้อถูกสุด ไม่ขายแพงสุด) โดยเทรนด์แบ่งเป็น

    • ขาขึ้น (Uptrend): ตลาดยังเป็นขาขึ้น (ทำ High ใหม่, Low ใหม่ที่สูงขึ้น) อย่างไรก็ตาม ไม่มีอะไรขึ้นเป็นเส้นตรง มันต้องมีจังหวะ “ย่อ” (Dip / Pullback) เพื่อให้คนขายทำกำไร (Profit Taking) ดังนั้น สาย Swing จะรอจังหวะย่อนี้ แล้ว “เข้า Long” ณ จุดที่การย่อเริ่มหมดแรง (คนขายหมดของ) 
    • ขาลง (Downtrend): ตลาดเป็นขาลง แต่เมื่อมีจังหวะ “เด้ง” (Rebound / Rally) เพื่อเปิดโอกาสให้คนซื้อสวน (Bottom Fishing) เช่นเดียวกับ Uptrend  สาย Swing  จะรอจังหวะเด้งนี้ แล้ว “เข้า Short” ณ จุดที่การเด้งเริ่มหมดแรง (คนซื้อหมดแรง) เพื่อเกาะ ขบวนขาลงรอบใหม่
    ดูแนวโน้มหลักโดยการใช้ "เส้นค่าเฉลี่ย (Moving Average)" ที่ยาว เช่น EMA 50 วัน หรือ EMA 200 วัน หากราคาสามารถยืนเหนือเส้น EMA 50/200 ได้ แปลว่า "แนวโน้มหลัก" ยังเป็น "ขาขึ้น" กลับกัน ถ้าอยู่ใต้เส้นก็ถือว่าเป็นขาลง เมื่อเรารู้เทรนด์หลัก เช่น ขาขึ้น เราจะรอให้มันย่อลงมาหา "แนวรับย่อย" (Dynamic Support) โดยใช้ Fibonacci Retracement  และเส้น EMA ย่อย

    วิธีดูแนวโน้มหลัก

    ใช้ “เส้นค่าเฉลี่ย (Moving Average)” ที่ยาว เช่น EMA 50 วัน หรือ EMA 200 วัน ตราบใดที่ราคายังยืนเหนือเส้น EMA 50/200 ได้ แปลว่า “แนวโน้มหลัก” ยังเป็น “ขาขึ้น” กลับกัน ถ้าอยู่ใต้เส้นก็ถือว่าเป็นขาลง

    วิธีหาจุดย่อ/เด้ง (The Entry Zone)

    เมื่อเรารู้เทรนด์หลัก เช่น ขาขึ้น เราจะรอให้มันย่อลงมาหา “แนวรับย่อย” (Dynamic Support) เครื่องมือยอดนิยม เช่น

    • Fibonacci Retracement: ตีเส้น Fibo จาก “จุดต่ำสุด” (Swing Low) ไป “จุดสูงสุด” (Swing High) ของรอบล่าสุด แล้วรอซื้อ Long ที่ “แนวรับ” Fibo 38.2%, 50%, หรือ 61.8% (แนว 50%-61.8% มักจะเป็นแนวที่ “แข็ง” ที่สุด)
    • เส้น EMA ย่อย: ในเทรนด์ขาขึ้นที่ “แข็งแกร่ง” (Strong Uptrend) ราคามักจะย่อลงมาแตะแค่เส้น EMA 10 วัน หรือ 20 วัน แล้วไปต่อ

    วิธีหาสัญญาณเข้า (Entry Signal)

    รอให้มันย่อหรือเด้งมาถึงแนว (Zone) ที่เรารอ แล้วรอสัญญาณ “กลับตัว” ณ แนวนั้น (เช่น แท่งเทียนเขียวกลืนกินแท่งแดง (Engulfing), หรือเกิด Hammer, หรือเกิด Morning Star) ค่อย Action สัญญาณ

    ข้อผิดพลาด (The Pitfall)

    – การยื่นมือไปรับมีด (ย่อแล้วราคาหลุดเลย): นี่คือผลลัพธ์ที่เจ็บปวด เมื่อคุณคิดว่ามัน “ย่อ” (Pullback) แต่ความจริงคือมัน “จบเทรนด์” (Reversal) แล้ว 

    เช่น สมมติว่าคุณ Long ที่แนว Fibo 50% แต่เกิดเหตุการณ์ที่นอกจากราคามันจะไม่เด้ง มันดันหลุดแนว Fibo 61.8% ลงไป และถ้าหากคุณ “ไม่มี Stop Loss” มันก็คือการรับมีดดี ๆ นี่เอง

    – ต้นทุนแฝง (The Silent Cost): สำหรับ Blocktrade เมื่อมีการถือข้ามวันจะมี “ดอกเบี้ย” เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ถ้าคุณเจอจังหวะย่อแล้วไม่วิ่ง (Sideways ออกข้าง 1 สัปดาห์) อาจทำให้คุณขาดทุนจากดอกเบี้ยไปฟรี ๆ ทุกวัน แม้ราคาหุ้นจะไม่ตกเลยก็ตาม! ดังนั้น เวลาคือ “ศัตรูตัวจริง” ของสาย Swing

    จำไว้เสมอว่า — “การสวนเทรนด์ไม่ผิด แต่การสวนโดยไม่มีสัญญาณที่ชัดเจนคือหายนะ” หากคุณใช้เครื่องมือทางเทคนิคอย่าง Divergence, Chart Pattern หรือ Volume Analysis อย่างมีวินัย กลยุทธ์นี้อาจกลายเป็นอาวุธลับที่เหนือชั้นในโลกของ Blocktrade

  • 5 กลยุทธ์ Blocktrade ทำกำไรในตลาดขาขึ้นและขาลง (EP.1)

    5 กลยุทธ์ Blocktrade ทำกำไรในตลาดขาขึ้นและขาลง (EP.1)

    5 กลยุทธ์ Blocktrade ทำกำไรในตลาดขาขึ้นและขาลง (EP.1)

    กลยุทธ์ที่ 1 “Breakout Trading”

    หลังจากที่คุณมี “อาวุธ” (คือบัญชี Blocktrade) และมี “เกราะ” (คือการบริหารความเสี่ยง หรือ Money Management) แล้ว แต่สิ่งที่คนเรามักจากขาดคือ “ท่าโจมตี” หรือ “กลยุทธ์” (Strategy)

    มือใหม่ 90% ที่ “พอร์ตเสียหายหนัก” (พอร์ตแตก) ใน Blocktrade ไม่ได้เจ๊งเพราะเลือกหุ้นผิด แต่เจ๊งเพราะพวกเขา “ไม่มีกลยุทธ์” ต่างหาก ถึงแม้ว่าการมีกลยุทธ์ Blocktrade ที่ชัดเจน ไม่ได้การันตีว่าคุณจะชนะทุกครั้ง แต่มันจะช่วยให้คุณรู้ตัวว่ากำลังทำอะไร จะขาดทุนเท่าไรเมื่อผิดทาง และจะกำไรเท่าไรเมื่อถูกทาง

    บทความนี้ จะพาไปเจาะลึก 5 กลยุทธ์ Blocktrade ที่เป็นรากฐานที่สุดไม่ว่า คุณจะเป็นสาย Day Trade (เทรดจบในวัน) หรือ Swing Trade (ถือข้ามคืน) ซึ่งคุณต้องเลือกหนึ่งในนี้เป็น “ท่าไม้ตาย” ประจำตัว

    “แผนการเทรด” (The Trading Plan) กฎเหล็กที่ต้องทำก่อน

    แผนการเทรดคือ รายละเอียดที่คุณต้องเขียนออกมาก่อนที่คุณจะกดส่งคำสั่ง

    ทำไมต้องเขียน? เพราะวินาทีที่คุณเข้าเทรด อารมณ์ความโลภ ความกลัวจะครอบงำสมองส่วนเหตุผลทันที ดังนั้น แผนการเทรดที่เขียนไว้จะทำให้คุณไม่ทำอะไรที่บานปลาย (เช่น “ถัว” หรือ “ถือจนเสียเงินต้นทั้งหมด”)

    แผนการเทรด 1 ไม้ ต้องตอบ 5 คำถามนี้ให้ได้ก่อนเสมอ:

    1. จะเปิด Position ฝั่งใหน ในหุ้นตัวใด? (เช่น Long/Short AOTZ25)
    2. ใช้กลยุทธ์อะไร? (เช่น Breakout)
    3. จุดเข้า (Entry) อยู่ที่ราคาเท่าไหร่? (เช่น 50.00 บาท)
    4. จุดหนี (Stop Loss) อยู่ที่ราคาเท่าไหร่? (เช่น 45.00 บาท) 
    5. จุดทำกำไร (Take Profit) อยู่ที่ราคาเท่าไหร่? (เช่น 55.00 บาท) 

    เมื่อคุณสามารถตอบ 5 ข้อนี้ได้ คุณถึงจะสามารถคำนวณ Position Sizing (ประมาณ 2%) ว่า คุณควรเทรดจำนวนกี่หุ้น เช่น (ลงทุน 5% ของพอร์ต) / (ความเสี่ยง 5 บาท) = จำนวนหุ้น แต่ถ้าคุณตอบ 5 ข้อนี้ยังไม่ได้ คุณก็ยังไม่ควรเทรด

    กลยุทธ์ที่ 1: Breakout Trading (สายตามน้ำ / สายเบรกแนวต้าน หรือ แนวรับ) 

    กลยุทธ์ที่ 1: Breakout Trading (สายตามน้ำ / สายเบรก)

    กลยุทธ์นี้เป็นกลยุทธ์สุดคลาสสิก ซึ่ง Breakout ก็คือ การที่ราคาทะลุกรอบที่อั้นมาเป็นเวลานาน (แนวต้าน หรือ แนวรับ) 

    •  ฝั่ง Long (ทะลุแนวต้าน): แนวต้านคือ “เพดาน” ที่คนขายสร้างไว้ หากราคาสามารถทะลุกำแพงนี้ได้ แปลว่า คนขายยอมแพ้ (Short Cover) และคนซื้อชนะ ขณะเดียวกัน มันคือจุดที่ “คนตกรถ” (Fear of Missing Out; FOMO) กระโดดเข้าไล่ราคา ทำให้แรงซื้อมหาศาลพุ่งเข้ามาพร้อมกัน
    •  ฝั่ง Short (หลุดแนวรับ): แนวรับคือ “พื้น” ที่คนซื้อสร้างไว้ เมื่อราคาหลุดพื้นนี้ลงไป เช่นเดียวกันมันคือจุดที่คนซื้อถอดใจยอมคัท และคนขายชนะ ขณะเดียวกัน มันคือจุดที่ “คนติดดอย” (ที่ซื้อไว้ก่อนหน้า) ยอมคัท (Panic Sell) ผลคือ แรงขายมหาศาลจะถล่มลงมาพร้อมกัน
    วิธีดูแนวรับ/แนวต้านที่มีนัยสำคัญ ได้แก่ เมื่อแนวนั้นถูกทดสอบอย่างน้อย 2-3 ครั้งแล้ว "ไม่ผ่าน" จากนั้นดูแท่งเทียนที่ปิด (Close) ทะลุเส้นนั้นไปเต็ม ๆ แท่ง (Solid Candle) ก่อน ประกอบกับการดู Volume เพราะถ้าราคาทะลุแต่ไม่มี Volume มีความเป็นไปได้ว่า 90% คือ "การเบรกหลอก" จึงควรมี Stop Loss เพื่อป้องกันการ Break หลอก

    วิธีดูแนวรับ/แนวต้านที่มีนัยสำคัญ (Valid) 

    • แนวรับ/แนวต้านที่มีนัยสำคัญ: แนวที่ราคาถูกทดสอบหลาย ๆ ครั้ง (อย่างน้อย 2-3 ครั้ง) แล้ว “ไม่ผ่าน” ยิ่งทดสอบบ่อยแปลว่า ยิ่ง “แข็งแกร่ง” (แปลว่ามีคนรอขาย หรือรอซื้อที่แนวนั้นเยอะจริง) และเมื่อมัน “ทะลุ” หรือ “หลุด” มันก็จะยิ่งแรง
    • สัญญาณยืนยัน (Confirmation): อย่าเพิ่งรีบเข้าตอนที่มันเพิ่ง “แตะ” เส้น ให้รอดูแท่งเทียนที่ปิด (Close) ทะลุเส้นนั้นไปเต็ม ๆ แท่ง (Solid Candle) ก่อน และที่สำคัญที่สุด Volume จะต้อง “พุ่ง” สูงกว่าปกติ ถ้าราคาทะลุแต่ไม่มี Volume มีความเป็นไปได้ว่า 90% คือ “การเบรกหลอก”
    • ข้อผิดพลาด (The Pitfall): เบรกหลอก (False Breakout) คือ ตัวบ่อนทำลายของสาย Breakout มันคือการที่ราคาทะลุแนวต้านไป ล่อ ให้คุณ Long ตาม แล้วมันก็กลับลงมาที่ 49.50 ทันที กิน Stop Loss ของคุณ แล้วค่อย “วิ่งจริง” หรือ “ไม่วิ่งเลย” 
    • วิธีแก้ (ไม่ใช่ป้องกัน): คุณป้องกันเบรกหลอก 100% ไม่ได้ เพราะมันคือ ค่าใช้จ่ายของกลยุทธ์นี้ แต่คุณจัดการมันได้ด้วย “Stop Loss ที่มีวินัย” เช่น แผนของคุณคือ Long ที่ 50  Stop loss ที่ 49 ถ้ามันหลอกแล้วลงกลับมากิน Stop Loss ที่ 49 คุณ “ต้องคัท” เพราะถือว่าคุณแพ้ไม้นี้ (เสีย 2%) แล้วค่อยรอสัญญาณครั้งต่อไป

    ตัวอย่างง่าย ๆ

    กรณี Long: หุ้น A วิ่งชนแนวต้าน 50 บาท มาประมาณ 3 ครั้งแล้วไม่ผ่าน แต่ในครั้งที่ 4 มันทะลุขึ้นไปปิดที่ 50.50 บาท พร้อม Volume ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 วัน นี่คือ “สัญญาณเข้า Long” ที่แข็งแกร่งมาก (โดยอาจตั้ง Stop Loss ไว้ใต้แนวราคา 50 ที่เพิ่งทะลุมา)

    กรณี Short: หุ้น B วิ่งลงมาที่แนวรับ 100 บาท มา 2 ครั้งแล้วเด้งกลับ ซึ่งในครั้งที่ 3 หุ้นกลับหลุดลงไปปิดที่ 99.00 บาท พร้อม Volume ขายมหาศาล นี่คือ “สัญญาณเข้า Short”

  • การใช้ Blocktrade เพื่อ Hedging

    การใช้ Blocktrade เพื่อ Hedging

    การใช้ Blocktrade เพื่อ Hedging

    บทความนี้จะทำให้คุณเข้าใจว่าการ Hedging ด้วย Blocktrade นั้น ทำงานยังไง พร้อมตัวอย่างจริง ๆ ให้เห็นภาพ

    ลองจินตนาการว่าคุณเป็นนักลงทุนที่ถือหุ้นหลายล้านบาทอยู่ในพอร์ต บางวันตลาดหุ้นผันผวนแรง ราคาหุ้นขึ้น ๆ ลง ๆ เหมือนนั่งรถไฟเหาะ ดังนั้น ถ้าต้องการลดความเสี่ยง ไม่ให้พอร์ตขาดทุนหนัก Blocktrade เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่สามารถเข้ามาช่วยเพื่อ Hedging ได้

    Hedging คือ การป้องกันความเสี่ยงจากการลงทุน

    Hedging คืออะไร?

    ก่อนอื่นต้องเข้าใจคำว่า Hedging กันก่อน

    Hedging คือ การป้องกันความเสี่ยงจากการลงทุน หรือพูดง่าย ๆ คือการทำให้พอร์ตของคุณไม่เจ็บหนัก หากราคาหุ้นหรือสินทรัพย์ตกลงอย่างรวดเร็ว

    ตัวอย่างง่าย ๆ:

    • คุณถือหุ้นบริษัท A มูลค่า 10 ล้านบาท แต่กลัวว่าหุ้นที่ถืออาจจะร่วงแรงเกินไป
    • ดังนั้น คุณจึงทำการ Hedging เพื่อชดเชยความเสี่ยงการขาดทุนจากหุ้น A เช่น เปิดสถานะ Short ใน Futures (S50) หรือ ทำ Blocktrade เพื่อป้องกันขาดทุน
     Blocktrade สามรถใช้ในการ Hedging ได้เพราะ Blocktrade อ้างอิงราคาหุ้นแม่โดยตรง และสามารถเป็นสถานะ “Short” ได้

    ทำไม Blocktrade ถึงใช้ในการ Hedging ได้

    เพราะ Blocktrade อ้างอิงราคาหุ้นแม่โดยตรง และสามารถเป็นสถานะ “Short” ได้ ซึ่งต่างจากการถือหุ้นปกติที่ทำได้เพียงแค่ซื้อแล้วรอให้ราคาปรับขึ้นเท่านั้น

    ตัวอย่างง่าย ๆ: สมมติคุณถือหุ้น AOT อยู่ 10,000 หุ้น ที่ราคา 40 บาท/หุ้น รวมมูลค่า 400,000 บาท

    • หากช่วงนี้ตลาดผันผวน แล้วคุณกลัวว่าหุ้นจะลง คุณสามารถใช้ Blocktrade เพื่อเปิด Short Position ในสัญญา AOT Futures ได้ เช่น เปิด Short AOTZ25 จำนวน 20 สัญญา (1 Block)
    • ถ้าเกิดราคาหุ้น AOT ลดลงจริงจาก 40 → 35 บาท พอร์ตหุ้นจริงจะ ขาดทุน 5 บาทต่อหุ้น แต่ฝั่ง Blocktrade (Short) จะ ได้กำไร ประมาณ 5 บาทต่อหุ้น

    ผลที่ได้คือ พอร์ตโดยรวมแทบไม่ขาดทุน — และนี่คือข้อดีของการทำ Hedging ด้วย Blocktrade นั้นเอง

    ประโยชน์ของการใช้ Blocktrade เพื่อ Hedging ได้แก่ ลดความผันผวนของพอร์ต  ไม่ต้องขายหุ้นที่ถือระยะยาว  ยืดหยุ่นและต้นทุนต่ำ

    ประโยชน์ของการใช้ Blocktrade เพื่อ Hedging

    1. ลดความผันผวนของพอร์ต
      เมื่อราคาหุ้นตก ผลกำไรจากฝั่ง Blocktrade จะช่วยชดเชยขาดทุนในหุ้นจริง ทำให้พอร์ตไม่เหวี่ยงมาก นอกจากนี้ ยังสามารถใช้ Blocktrade หลายตัวร่วมกันเพื่อ Hedging พอร์ตขนาดใหญ่ที่มีหลายหุ้นในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม
    2. ไม่ต้องขายหุ้นที่ถือระยะยาว
      นักลงทุนที่ถือหุ้นดี ๆ เพื่อปันผล ไม่จำเป็นต้องขายออกช่วงตลาดขาลง สามารถใช้ Blocktrade ป้องกันความเสี่ยงแทนได้
    3. ยืดหยุ่นและต้นทุนต่ำ
      ใช้เงินเพียงบางส่วนในการเปิดสถานะ Blocktrade เพราะมี Leverage จึงประหยัดเงินสดในพอร์ต
    สิ่งที่ต้องระวัง ไดแก่ การบริหาร Margin  วัตถุประสงค์ในการใช้ และต้องเข้าใจกลไกการทำงานของสัญญา Futures และสามารถคำนวณกำไร/ขาดทุน

    สิ่งที่ต้องระวัง

    ถึงแม้ว่า Blocktrade จะสามารถบริหารความเสี่ยงได้ดี แต่นักลงทุนควรเข้าใจพื้นฐานและความเสี่ยงต่างๆ เช่น

    • ต้องเข้าใจกลไกการทำงานของสัญญา Futures และสามารถคำนวณกำไร/ขาดทุนได้เสียก่อน
    • ต้องบริหาร Margin อย่างรอบคอบ  เพราะเมื่อตลาดเคลื่อนไหวผิดทาง อาจถูกเรียกเติมเงินค้ำประกัน (Margin Call)
    • ไม่ควรใช้ผิดวัตถุประสงค์ เช่น เปิดสถานะมากเกินสัดส่วนที่เหมาะสม อาจกลายเป็นการ “เพิ่มความเสี่ยง” แทนการป้องกันความเสี่ยงได้

    “Blocktrade” ไม่ได้มีไว้เพื่อเก็งกำไรเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังเป็น เครื่องมือในการถัวความเสี่ยง (Hedging Tools) ให้แก่นักลงทุนที่ถือหุ้นอยู่แล้ว เมื่อเข้าใจกลไกและสามารถใช้ได้อย่างถูกต้อง Blocktrade ก็จะช่วยให้การลงทุนของคุณเติบโตได้อย่างมั่นคง แม้ในช่วงที่ตลาดผันผวนมากก็ตาม

  • Margin Call ใน Blocktrade คืออะไร เกิดขึ้นตอนไหน?

    Margin Call ใน Blocktrade คืออะไร เกิดขึ้นตอนไหน?

    Margin Call ใน Blocktrade คืออะไร เกิดขึ้นตอนไหน?

    การลงทุนโดยใช้

    Blocktrade มันเป็นที่นิยมในกลุ่มนักลงทุน เพราะสามารถใช้เงินลงทุนน้อยกว่ามูลค่าหุ้นที่ซื้อขายได้จริง  หรือที่เรียกว่า การใช้ Leverage เพื่อให้สามารถเปิดสถานะหุ้นได้ในมูลค่าสูงกว่าทุนที่มีอยู่

    อย่างไรก็ตาม สิ่งที่นักลงทุนทุกคนต้องทำความเข้าใจคือ ความเสี่ยงจากการถูก Margin Call ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อพอร์ตการลงทุนอย่างมากหากไม่บริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ

    Margin Call คือ การที่โบรกเกอร์แจ้งเตือนนักลงทุนให้เพิ่มเงินหลักประกันเข้ามาในบัญชีลงทุน เนื่องจากมูลค่าหลักประกัน (Equity) ที่เหลืออยู่ต่ำกว่าระดับเงินประกันรักษาสภาพ (Maintenance Margin)

    Margin Call คืออะไร?

    Margin Call คือ การที่โบรกเกอร์แจ้งเตือนนักลงทุนให้เพิ่มเงินหลักประกันเข้ามาในบัญชีลงทุน เนื่องจากมูลค่าหลักประกัน (Equity) ที่เหลืออยู่ต่ำกว่าระดับเงินประกันรักษาสภาพ (Maintenance Margin) อันเกิดจากราคาหุ้นที่นักลงทุนถือครองเคลื่อนไหวสวนทางกับที่คาดการณ์ไว้

    ในกรณีของ Blocktrade ที่ใช้ Leverage สูง นักลงทุนจะมีความเสี่ยงเจอ Margin Call ได้ง่ายกว่าการซื้อหุ้นแบบปกติ เพราะเงินลงทุนจริง (Equity) มีสัดส่วนน้อยเมื่อเทียบกับมูลค่าหุ้นทั้งหมด

    ระดับ Margin ที่ควรรู้ มี 3 ระดับได้แก่ Initial Margin (IM): หลักประกันเริ่มต้นที่ต้องมีเพื่อใช้ในการเปิดสถานะ Maintenance Margin (MM): หลักประกันขั้นต่ำที่ต้องคงไว้ไม่ให้ต่ำกว่านี้ หาก Equity ต่ำกว่าระดับนี้จะเกิด Margin Call และ Force Close Level: คือระดับที่ระบบจะเริ่มบังคับให้ปิดสถานะภายในช่วงระยะเวลาที่กำหนด

    ระดับ Margin ที่ควรรู้

    1. Initial Margin (IM): หลักประกันเริ่มต้นที่ต้องมีเพื่อใช้ในการเปิดสถานะ (ยังไม่รวมค่าธรรมเนียมต่าง ๆ) ถ้าหากมีไม่เพียงพอจะไม่สามารถเปิดสถานะได้
    2. Maintenance Margin (MM): หลักประกันขั้นต่ำที่ต้องคงไว้ไม่ให้ต่ำกว่านี้ โดยทั่วไป MM จะอยู่ที่ 70% ของ IM หาก Equity ต่ำกว่าระดับนี้จะเกิด Margin Call
    3. Force Close Level: ระดับที่ระบบจะเริ่มบังคับให้ปิดสถานะภายในช่วงระยะเวลาที่กำหนด เช่น บังคับปิดสถานะภายใน session เช้า หรือภายในวันก่อนตลาดปิดช่วงเย็น โดยทั่วไป MM จะอยู่ที่ 30% ของ IM
    Margin Call ใน Blocktrade เกิดขึ้นตอนมูลค่าพอร์ตลดลงจน Equity ต่ำกว่าระดับ Maintenance Margin

    Margin Call ใน Blocktrade เกิดขึ้นตอนไหน?

    ราคาหุ้นแม่เคลื่อนไหวสวนทางกับสถานะที่มี
    ตัวอย่างเช่น หากนักลงทุนเปิดสถานะ Blocktrade ฝั่ง Long แต่ราคาหุ้นแม่ปรับตัวลง ทำให้มูลค่าพอร์ตอาจจะลดลงจน Equity ต่ำกว่าระดับ Maintenance Margin ทำให้เกิด Margin Call ได้

    นอกจากนี้ ในช่วงที่ตลาดหุ้นมีความผันผวนรุนแรง ราคาอาจแกว่งตัวได้มาก ทำให้ Blocktrade ที่ใช้ Leverage สูงมีโอกาสถูก Margin Call ได้เร็วกว่าสภาพตลาด Sideway

    การถือสถานะ Blocktrade ไว้เป็นเวลานาน

    แม้จะไม่ได้ขาดทุนทันที แต่การถือสถานะเป็นเวลานานเมื่อ Roll over ทำให้เกิดการรับรู้กำไร-ขาดทุน รวมถึงมีต้นทุนเรื่องค่าธรรมเนียมต่าง ๆ และดอกเบี้ย ทำให้ Equity อาจลดลงจนเกิด Margin Call ได้

    นักลงทุนควรทำอย่างไรเมื่อเจอ Margin Call? 1.เติมเงินเข้าบัญชี 2.ปิดสถานะบางส่วน  ตัดขาดทุน และ 3.(Stop Loss): เมื่อเห็นว่าหุ้นเคลื่อนไหวสวนทาง การทำเช่นนี้จะช่วยป้องกันความเสียหายที่รุนแรงต่อพอร์ต

    นักลงทุนควรทำอย่างไรเมื่อเจอ Margin Call?

    1. เติมเงินเข้าบัญชี: เพื่อทำให้ให้ Equity กลับมาสูงกว่าระดับ Maintenance Margin
    2. ปิดสถานะบางส่วน: เพื่อเป็นการลดภาระการฝากหลักประกันเพิ่ม
    3.  ตัดขาดทุน (Stop Loss): เมื่อเห็นว่าหุ้นเคลื่อนไหวสวนทาง การทำเช่นนี้จะช่วยป้องกันความเสียหายที่รุนแรงต่อพอร์ต

    วิธีป้องกันการถูก Margin Call

    • ตั้ง Stop Loss ทุกครั้ง เพื่อเป็นการจำกัดความเสี่ยง
    • ใช้ Leverage อย่างระมัดระวัง
    • ติดตามราคาหุ้นและพอร์ตอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะช่วงที่มีข่าวหรือเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสินทรัพย์ที่ลงทุน
    • เลือกหุ้นที่มีสภาพคล่องสูง จะช่วยลดโอกาสการแกว่งตัวแรงจนทำให้เจอ Margin Call

    Margin Call ใน Blocktrade คือสัญญาณเตือนว่าพอร์ตการลงทุนของคุณมีความเสี่ยงจน Equity ไม่เพียงพอต่อการถือสถานะอีกต่อไป ซึ่งหากไม่แก้ไขให้ทันเวลา โบรกเกอร์อาจบังคับขาย (Force Sell) เพื่อเป็นการปิดความเสี่ยงแทนคุณ

    ดังนั้น การรู้ว่า Margin Call เกิดขึ้น ตอนไหน เพื่อนำไปบริหารความเสี่ยงและปรับกลยุทธ์การลงทุน จะทำให้การทำ Blocktrade นั้นมีประสิทธิภาพขึ้นไปอีกระดับ

  • Blocktrade vs หุ้นปกติ ต่างกันยังไง?

    Blocktrade vs หุ้นปกติ ต่างกันยังไง?

    Blocktrade vs หุ้นปกติ ต่างกันยังไง?

    จากบทความ Blocktrade คืออะไร? ทำไมมือโปรถึงใช้สินค้านี้ทำกำไรทำให้เราพอจะทราบนิยามของ Blocktrade กันไปแล้ว แต่ถ้าคุณเป็นนักลงทุนที่เริ่มสนใจตลาดหุ้น อาจจะมีความสงสัยว่า แล้ว Blocktrade ต่างจากการซื้อขายหุ้นแบบปกติตรงไหน? เราจะพาคุณไปทำความเข้าใจให้ชัดแบบง่าย ๆ ผ่านบทความนี้

    ความแตกต่างระหว่าง Blocktrade กับ หุ้นปกติ

    ความแตกต่างระหว่าง Blocktrade กับ หุ้นปกติ ได้แก่ Block Trade เป็นการซื้อขายสัญญาที่ไม่ได้เป็นเจ้าของหุ้นจริงและใช้เงินลงทุนน้อยผ่าน Leverage เพื่อเก็งกำไรได้ทั้งขาขึ้นและขาลงพร้อมรับเงินปันผลฝั่ง Long ได้ แต่มีความเสี่ยงสูงมากจากโอกาสโดน Call Margin ซึ่งต่างจากหุ้นปกติที่เป็นการใช้เงินเต็มจำนวนเพื่อเป็นเจ้าของหุ้นอย่างแท้จริง ซึ่งจะได้รับสิทธิปันผลเต็มที่และทำกำไรได้เฉพาะขาขึ้น แต่มีความเสี่ยงต่ำกว่าเพราะขาดทุนไม่เกินเงินต้น

    1. ลักษณะการลงทุน

    Blocktrade:
    เป็นการซื้อขายผ่าน สัญญา Futures (Single Stock Futures) ซึ่งอ้างอิงราคาหุ้นแม่ในตลาดหลักทรัพย์ นักลงทุนไม่ได้ซื้อหุ้นจริงแต่เป็นการซื้อสัญญาเพื่อให้สามารถ “เก็งกำไร” จากการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นแม่แทน ไม่ว่าจะขึ้นหรือลงก็สามารถทำกำไรได้

    หุ้นปกติ:
    เป็นการซื้อ หุ้นจริงในตลาดหลักทรัพย์ นักลงทุนจะได้สิทธิ์เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทนั้น ๆ อย่างแท้จริง สามารถถือครองระยะยาวเพื่อรับผลตอบแทนจากการเติบโตของธุรกิจหรือเงินปันผลได้

    2. เงินลงทุน

    Blocktrade:
    ใช้เงินลงทุนเพียงบางส่วน เพราะสามารถใช้ Leverage หรือการยืมเงินจากโบรกเกอร์เพื่อขยายมูลค่าการลงทุนได้ เช่น ถ้าใช้ Leverage 5 เท่า มีเงิน 10,000 บาท ก็สามารถเปิดสถานะได้สูงถึง 50,000 บาท ซึ่งช่วยให้สร้างผลตอบแทนได้มากขึ้นอย่างทวีคูณ แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงขาดทุนอย่างทวีคูณด้วยเช่นกัน

    หุ้นปกติ:
    ใช้เงินของตัวเองทั้งหมด ไม่มี Leverage เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น มีเงินเท่าไรก็ซื้อหุ้นได้ตามจำนวนเงินที่มี แม้ผลตอบแทนจะโตช้ากว่า แต่มีความเสี่ยงที่จำกัดกว่าเช่นกัน

    3. สิทธิต่าง ๆ

    Blocktrade:
    ผู้ถือสัญญา Blocktrade ไม่มีสิทธิถือหุ้นจริง จึงไม่ได้รับสิทธิในการออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้น อย่างไรก็ตาม หากนักลงทุนถือสถานะฝั่ง Long แล้วหุ้นแม่ประกาศจ่ายปันผล ก็จะได้รับเงินปันผลเช่นกัน

    หุ้นปกติ:
    ผู้ถือหุ้นจะได้สิทธิ์ครบทุกอย่าง ทั้งสิทธิออกเสียงในที่ประชุม และสิทธิรับเงินปันผลจริงจากบริษัท รวมถึงสิทธิอื่น ๆ เช่น การจองซื้อหุ้นเพิ่มทุนหรือรับหุ้นปันผล

    4. การทำกำไร

    Blocktrade:
    สามารถเก็งกำไรได้ทั้ง 2 ทาง คือ

    • Long Position: เมื่อคิดว่าราคาหุ้นแม่จะ “ขึ้น”
    • Short Position: เมื่อคาดว่าราคาหุ้นแม่จะ “ลง”
      ดังนั้น Blocktrade จึงเปิดโอกาสให้ทำกำไรได้แม้ในช่วงตลาดขาลง เหมาะกับนักลงทุนสายเทรดที่ชอบจังหวะเก็งกำไรระยะสั้น

    หุ้นปกติ:
    จะได้กำไรเฉพาะเมื่อราคาหุ้น “เพิ่มขึ้น” เท่านั้น (Buy low → Sell high) และหากราคาหุ้นตกก็ต้องรอให้กลับมาฟื้น ไม่สามารถทำกำไรขาลงได้ง่าย นอกจากจะใช้ “ธุรกรรมยืมและให้ยืมหลักทรัพย์ (Securities Borrowing and Lending; SBL)”

    5. ความเสี่ยง

    Blocktrade:
    มีความเสี่ยง สูงกว่า เพราะมีการใช้ Leverage หากราคาหุ้นเคลื่อนไหวผิดทาง ขาดทุนอาจมากกว่าทุนเริ่มต้นได้
    เช่น หากใช้ Leverage 5 เท่า การขาดทุนเพียง 10% ของราคาหุ้นแม่ อาจทำให้พอร์ตขาดทุนถึง 50% ของเงินทุนจริง
    นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจาก Margin Call หากมูลค่าเงินในพอร์ตลดลงจนต่ำกว่า Maintainance Margin

    หุ้นปกติ:
    มีความเสี่ยง ต่ำกว่า เพราะใช้เงินของตนเอง 100% ทำให้การขาดทุนนั้นจะขาดทุนเท่ากับเงินที่นำมาลงทุน และไม่ต้องกังวลเรื่อง Margin Call

    6. เหมาะกับใคร

    Blocktrade:
    เหมาะกับนักลงทุนที่มีประสบการณ์ เข้าใจการบริหารความเสี่ยง และสามารถรับความผันผวนได้ ต้องการเก็งกำไรเร็วในระยะสั้น หรือใช้เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยง (Hedging) สำหรับพอร์ตหุ้นที่มีอยู่

    หุ้นปกติ:
    เหมาะกับนักลงทุนทั่วไป เน้นการลงทุนระยะยาว หรือผู้ที่ต้องการสร้างพอร์ตเพื่อเก็บปันผลสม่ำเสมอ ไม่ต้องการเสี่ยงสูงหรือเฝ้าหน้าจอเทรดตลอดเวลา

    โดยสรุปแล้ว

    • Blocktrade เป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการทำกำไรได้เร็วและมากขึ้น แต่ต้องเข้าใจกลไกของการ Leverage และการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ เพราะอาจขาดทุนได้มากกว่าเงินทุนจริงเช่นกัน
    • หุ้นปกติ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเติบโตอย่างมั่นคง ได้รับสิทธิ์ถือหุ้นจริง และมีความเสี่ยงที่จำกัดมากกว่า

    หากคุณเพิ่งเริ่มต้นในตลาดลงทุน แนะนำให้เริ่มจาก “หุ้นปกติ” ก่อนเพื่อสร้างพื้นฐานความเข้าใจ จากนั้นจึงค่อยต่อยอดไปสู่การใช้ “Blocktrade” เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและสร้างโอกาสในการเทรดอย่างมืออาชีพ

  • 10 คำศัพท์ที่ควรรู้ก่อนเริ่มต้น Blocktrade

    10 คำศัพท์ที่ควรรู้ก่อนเริ่มต้น Blocktrade

    10 คำศัพท์ที่ควรรู้ก่อนเริ่มต้น Blocktrade

    หลายคนเมื่อเริ่มสนใจเรื่องการลงทุน พอเจอคำว่า Blocktrade, Futures, Leverage หรือคำศัพท์อื่น ๆ ที่ฟังดูซับซ้อน ก็เริ่มลังเลและถอยออกมา

    ดังนั้น คำศัพท์พื้นฐานนั้นสำคัญมาก เหมือนการหัดขี่จักรยาน เราแค่ต้องเริ่มจากการทรงตัวให้ได้ก่อนจะไปเร็ว บทความนี้จึงรวบรวม 10 คำศัพท์พื้นฐานของ Blocktrade พร้อมอธิบายแบบเข้าใจง่ายสุด ๆ


    1. Blocktrade คืออะไร?

    เริ่มกันที่พระเอกของเรื่องก่อนเลย Blocktrade คือ 1 ในวิธีการซื้อขาย Futures ซึ่งก็คือ Single Stocks Futures ที่ไม่ได้ทำผ่านตลาดแบบปกติทั่วไป (เช่น SET หรือ TFEX)

    แต่เป็นการตกลงซื้อขายกันล่วงหน้าระหว่างนักลงทุนกับโบรกเกอร์ โดยกำหนดราคาซื้อขายกันเองตามที่ตกลงกันไว้

    ลองจินตนาการแบบนี้นะครับ:

    ถ้าตลาดหุ้นคือห้างสรรพสินค้า Blocktrade ก็คือ การนัดคุยกับเจ้าของร้านแล้วตกลงซื้อของกันหลังร้านแบบพิเศษโดยเฉพาะคนที่ต้องการซื้อในปริมาณเยอะ ๆ ทำให้ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่ได้ตามจำนวนของที่ต้องการ


    2. Futures (ฟิวเจอร์ส)

    ชื่ออาจดูยาก แต่ความหมายง่ายมากครับ: Futures คือสัญญาที่ตกลงกันวันนี้ แต่ซื้อขายกันจริงในอนาคต

    ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ:

    คุณกับเพื่อนตกลงกันว่าอีก 1 เดือนจะซื้อข้าวสารในราคากระสอบละ 1,000 บาท ไม่ว่าตอนนั้นราคาจะขึ้นเป็น 1,200 หรือจะลดเหลือ 800 ก็ตาม

    นี่แหละคือ “Futures” มันใช้กับหุ้นก็ได้ ใช้กับทอง น้ำมัน หรือแม้แต่ดัชนีก็ได้ โดยนักลงทุนใช้ Futures เพื่อ “ล็อคราคา” หรือ “เก็งกำไร” จากการเปลี่ยนแปลงของราคา


    3. Underlying Asset

    ศัพท์นี้แปลตรงตัวเลยครับ Underlying Asset = สินทรัพย์อ้างอิง คือสินทรัพย์หรือของจริง ๆ ที่อยู่เบื้องหลังสัญญา Futures เช่น:

    • ถ้าคุณเทรด SET50 Futures → สินทรัพย์อ้างอิงคือ ดัชนี SET50
    • ถ้าคุณเทรด Single Stock Futures → สินทรัพย์อ้างอิงคือ หุ้นตัวใดตัวหนึ่ง เช่น PTT, SCB, AOT

    พูดง่าย ๆ 

    Futures คือ สัญญากระดาษ

    Underlying คือ ของจริง ๆ ที่เอามาเขียนในสัญญานั้น


    4. Leverage

    Leverage = พลังขยาย/ตัวทวีคูณ

    ถ้าคุณมีเงิน 10,000 บาท แล้วอยากซื้อหุ้นมูลค่า 100,000 บาท โดยปกติคุณต้องหาเงินเพิ่ม แต่ถ้าคุณใช้ Leverage 10 เท่า คุณสามารถซื้อได้เลย แม้มีเงินน้อย 

    ดังนั้น Leverage ก็เปรียบเสมือนดาบ 2 คม ที่ทำให้เราสามารถใช้เงินน้อยลงเพื่อเทรดได้มูลค่ามากขึ้น แต่หากเราเทรดผิดทาง การขาดทุนก็เพิ่มตามไปด้วยเช่นกัน 


     5. Margin 

    Margin คือเงินประกันที่ต้องวางไว้กับโบรกเกอร์ ซึ่งคำนี้เกี่ยวกับ Leverage โดยตรงเลยครับ 

    เช่น ถ้าคุณจะเทรด Futures มูลค่า 100,000 บาท โบรกเกอร์อาจจะกำหนดให้วาง Margin แค่ 10,000 บาท (หรือ 10%) 

    Margin มี 2 แบบหลัก ๆ:

    • Initial Margin (IM) = เงินหลักประกันขั้นต้น โดยเป็นหลักประกันที่ใช้วางต่อการเทรด 1 สัญญา
    • Maintenance Margin (MM) = เงินหลักประกันที่ต้องคงขั้นต่ำไว้ตลอด โดย Maintenance Margin จะอยู่ที่ระดับ 70% ของ IM หากเงินหลักประกันของเราต่ำกว่าระดับ MM โบรกเกอร์จะมีการแจ้งเตือนให้ฝากเงินหลักประกันเพิ่ม (เรียกว่า Margin Call)

     6. Long Position

    “Long” ในโลกของ Futures แปลว่า คุณกำลังมองว่าราคาจะขึ้น

    ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณคิดว่าราคาหุ้น PTT จะขึ้นในอีก 1 สัปดาห์ คุณก็เปิดสถานะ Long Futures ของ PTT

    ถ้าราคาขึ้นจริงคุณก็ได้กำไร เช่นเดียวกันถ้าราคาลงก็ขาดทุน


     7. Short Position

    “Short” คือการมองตรงข้ามกับ Long โดยคุณกำลังมองว่าราคาจะลง

    ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเห็นข่าวไม่ดีเกี่ยวกับหุ้น A แล้วคิดว่าราคาจะตก คุณสามารถเปิดสถานะ “Short” ได้เลย

    ถ้าราคาลงจริง → กำไร แต่ถ้าราคาขึ้น → ขาดทุน

    Short ฟังดูเหมือน “ไม่ต้องมีของ ก็ขายก่อนได้” แต่นี่แหละคือจุดพิเศษของ Futures ที่ต่างจากการซื้อหุ้นปกติ


     8. Hedging 

    Hedging คือกลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยง

    เช่น คุณถือหุ้น A อยู่ในพอร์ตจำนวนมาก และกังวลว่าตลาดจะลง ดังนั้น คุณอาจเปิดสถานะ Short Futures ไว้ เพื่อถ้าหากราคาหุ้น A ตกจริง อย่างน้อยคุณก็ยังมีกำไรจากฝั่ง Futures มาช่วยลดความเสียหาย

    นี่แหละคือการ Hedging เหมือนคุณใส่หมวกกันน็อคก่อนขี่มอเตอร์ไซค์ ไม่ได้แปลว่าจะล้มแน่ๆ แต่เตรียมไว้ก่อน


     9. Cash Settlement

    คำนี้หมายถึง: การปิดสัญญาด้วยการจ่ายเงินส่วนต่าง โดยไม่ต้องส่งมอบสินทรัพย์จริง

    ถ้าคุณเปิด Long แล้วราคาขึ้นพอถึงเวลาปิดสัญญา คุณจะได้รับ “ส่วนต่างของราคาที่เพิ่มขึ้น” เป็นเงินสด ตรงกันข้าม ถ้าขาดทุน ก็ต้องจ่ายส่วนต่างออกไป


     10. Slippage

    Slippage = ความคลาดเคลื่อนของราคาที่ตั้งใจกับราคาจริงที่ได้

    ยกตัวอย่าง: หากคุณตั้ง stop loss ไว้ที่ 100 บาท แต่เมื่อราคาตลาดช่วงบ่ายเปิดมาที่ 98 บาท ทำให้เรา stop loss ได้ที่ 98 บาทแทนที่จะเป็น 100 บาท ดังนั้น เราจึงขาดทุนเพิ่ม 2 บาทจากจุดที่ตั้งใจไว้ นี่แหละคือ Slippage 

  • Blocktrade คืออะไร? ทำไมมือโปรถึงใช้สินค้านี้ทำกำไร

    Blocktrade คืออะไร? ทำไมมือโปรถึงใช้สินค้านี้ทำกำไร

    Blocktrade คืออะไร? ทำไมมือโปรถึงใช้สินค้านี้ทำกำไร

    บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกตั้งแต่ ความหมาย วิธีทำงาน ข้อดี-ข้อเสีย ตัวอย่างการลงทุนจริง และคำแนะนำสำหรับมือใหม่เพื่อให้คุณเข้าใจว่า Blocktrade เหมาะกับตัวคุณหรือไม่

    Blocktrade  คือการซื้อขายสัญญา SSF โดยมีความพิเศษตรงที่สามารถรองรับธุรกรรมในปริมาณมากได้ ไม่สูญเสียสภาพคล่อง

    Blocktrade คืออะไร?

    Blocktrade  คือการซื้อขายสัญญาแบบจับคู่ในลักษณะเดียวกับสัญญา SSF โดยมีความพิเศษตรงที่สามารถรองรับธุรกรรมในปริมาณมากได้ โดยไม่สูญเสียสภาพคล่อง และอ้างอิงราคาตามตลาดเหมือนเดิม แต่ก่อนที่เราจะไปทำความเข้าใจกลไกการทำงานของ Blocktrade  ขออธิบายต้นกำเนิดของเครื่องมือนี้ก่อนเล็กน้อย

    Single Stock Futures (SSF) คือสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Futures) ที่อ้างอิงกับราคาหุ้นรายตัวที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งรายชื่อหุ้นอ้างอิงสามารถติดตามได้จากตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ประเทศไทย) หรือตลาด TFEX ซึ่งคัดจากความนิยมของหุ้นที่มีปริมาณการซื้อขายสูง ซึ่งการซื้อขาย SSF 1 สัญญาจะเทียบเท่ากับการซื้อหุ้น 1,000 หุ้น ทำให้การเคลื่อนไหวของราคา SSF ทุกๆ 1 บาท จะมีมูลค่าเท่ากับ 1,000 บาท

    อย่างไรก็ตาม การซื้อขาย SSF โดยทั่วไปมักมีสภาพคล่องที่ไม่เพียงพอสำหรับรองรับธุรกรรมขนาดใหญ่ เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่เป็นรายย่อยที่ตั้งราคาซื้อขายกันเอง ทำให้การจับคู่สัญญาจำนวนมากทำได้ยาก ส่งผลให้เกิดปัญหา bid–ask spread กว้าง ต้นทุนการเทรดสูง และ market makers ตั้งราคาได้ยากขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่ราคาที่คลาดเคลื่อนและได้ราคาเปิดหรือราคาปิดที่ไม่เหมาะสม

    ด้วยเหตุนี้ Blocktrade  จึงเข้ามาช่วยแก้ปัญหา โดยทำหน้าที่จับคู่สัญญา SSF ให้แก่นักลงทุน โดยให้นักลงทุนวางเงินเพียงบางส่วน และบริษัทหลักทรัพย์จะทำหน้าที่เป็นคู่สัญญาฝ่ายตรงข้ามให้กับนักลงทุน ทั้งนี้นักลงทุนต้องถือสัญญา SSF ตามจำนวนขั้นต่ำที่ตลาดหลักทรัพย์กำหนด วิธีนี้จะช่วยให้ธุรกรรมขนาดใหญ่ไม่กระทบสภาพคล่องและไม่ทำให้ราคาหุ้นอ้างอิงผันผวนจนเกินไป ด้วยประโยชน์และความสะดวกสบายของการทำทุรกรรมที่มากขึ้น จึงเป็นปริมาณการทำสัญญา SSF ผ่าน Blocktrade  เติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

    แล้วในกรณีที่นักลงทุนทำกำไรได้ บริษัทหลักทรัพย์จะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากมีการปิดความเสี่ยงด้วยการเข้าซื้อหุ้นจริงบนกระดานในปริมาณที่เท่ากัน บริษัทหลักทรัพย์จึงเป็นเพียงตัวกลางในการทำหน้าที่จับคู่สัญญาเท่านั้น แต่เนื่องจากการปิดความเสี่ยงมีต้นทุน บริษัทหลักทรัพย์จึงจำเป็นต้องเก็บค่าธรรมเนียมจากลูกค้าเพื่อมาถัวความเสี่ยงในส่วนนี้

    Blocktrade  มักใช้กับการทำธุรรกรรมในปริมาณมาก จึงเหมาะกับนักลงทุนรายใหญ่ เช่น ผู้ลงทุนสถาบัน กองทุนเฮดจ์ฟันด์ และบุคคลผู้มีความมั่งคั่งสูง (HNWIs) ที่ต้องการหลีกเลี่ยงไม่ให้การทำธุรกรรมส่งผลกระทบต่อราคาหลักทรัพย์ในกระดานและสามารถดำเนินการซื้อขายปริมาณมากได้อย่างทันท่วงทีและมีความแน่นอน หรอเหมาะกับนักลงทุนมืออาชีพที่มีความรู้ความเข้าใจและสามรถรับความเสี่ยงของการลงทุนใน TFEX และ Blocktrade ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ Blocktrade ยังเหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการถัวความเสี่ยงหรือเก็งกำไรในระยะสั้นเช่นกัน

    พูดง่าย ๆ คือ หากคุณอยากซื้อหรือขาย SSF จำนวนมาก แต่ตลาดไม่มีคู่สัญญา โบรกเกอร์จะเข้ามาช่วยเป็นคู่สัญญาให้ ทำให้สามารถเปิดสถานะได้ทันที

    วิธีการทำงานของ Blocktrade เบื้องต้นมีดังนี้ เลือกหุ้นอ้างอิงที่ทำ Blocktrade ได้ จากนั้นติดต่อ โบรกเกอร์ โบรกเกอร์จะเข้ามาเป็นคู่สัญญาให้ และนักลงทุนต้องเลือกเปิดสถานะ Long หรือ Short นอกจากนี้ยังต้องมีการวางหลักประกัน Margin
และโบรกเกอร์จะคิดค่าธรรมเนียมหรือดอกเบี้ยตามสัญญา ซึ่งเป็นรายได้หลักของบริการ Blocktrade

    วิธีการทำงานของ Blocktrade

    1. เลือกหุ้นอ้างอิงที่ทำ Blocktrade ได้
      นักลงทุนเลือกหุ้นที่ต้องการทำ Blocktrade เช่น AOT, PTT, ADVANC เป็นต้น
    2. โบรกเกอร์เข้ามาเป็นคู่สัญญา
      โบรกเกอร์ช่วยให้การทำธุรกรรมซื้อขาย Blocktrade เกิดขึ้นทันที แม้ตลาดไม่มีคู่สัญญาพร้อม
    3. วางหลักประกัน Margin
      นักลงทุนวางเงินหลักประกันขั้นต้น (Initial Margin) ประมาณ 10-20% ของมูลค่าหุ้นจริงที่ต้องการเปิดสถานะ
    4. เปิดสถานะ Long หรือ Short
    • Long = มองว่าราคาหุ้นจะขึ้น
    • Short = มองว่าราคาหุ้นจะลง
    1. นักลงทุนถือสัญญา SSF
      นักลงทุนถือสัญญาตามจำนวนที่ต้องการ เพื่อเก็งกำไร หรือ ป้องกันความเสี่ยงพอร์ตหุ้น
    2. ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ และดอกเบี้ย
      โบรกเกอร์คิดค่าธรรมเนียมหรือดอกเบี้ยตามสัญญา ซึ่งเป็นรายได้หลักของบริการ Blocktrade
    3. ปิดสถานะ
      นักลงทุนสามารถปิดสัญญาเมื่อไรก็ได้ หรือทำการ Roll over ไปซีรีส์ถัดไปก็ได้เช่นกัน
    ข้อดีของ Blocktrade
1.  เพิ่มสภาพคล่อง โดยไม่ต้องรอคู่สัญญา
2. ใช้เงินทุนน้อย แต่ควบคุมพอร์ตใหญ่ได้ (Leverage)
3. ยืดหยุ่นตามกลยุทธ์ เทรดได้ทั้งขาขึ้น – ขาลง

    ข้อดีของ Blocktrade

    1. เพิ่มสภาพคล่อง โดยไม่ต้องรอคู่สัญญา
      เวลาลงทุนใน TFEX ปกติถ้าไม่มีคนมาซื้อ-ขายจับคู่กัน ออเดอร์ของเราอาจจะค้างอยู่ แต่ถ้าใช้ Blocktrade โบรกเกอร์จะเข้ามาช่วยเปิดสถานะให้เลยทันที ทำให้ไม่ต้องกังวลว่าจะเทรดไม่ได้เพราะไม่มีสภาพคล่อง
    2. ใช้เงินทุนน้อย แต่ควบคุมพอร์ตใหญ่ได้ (Leverage)
      นักลงทุนสามารถใช้เงินแค่บางส่วน แต่ควบคุมมูลค่าการลงทุนที่ใหญ่กว่าทุนจริงหลายเท่าได้ เหมาะกับคนที่ต้องการผลตอบแทนเร็ว หรืออยากขยายโอกาสจากเงินต้นที่มีจำกัด
    3. ยืดหยุ่นตามกลยุทธ์ เทรดได้ทั้งขาขึ้น – ขาลง
      ไม่ว่าตลาดจะวิ่งขึ้นหรือลง Blocktrade ก็ยังเป็นเครื่องมือที่ใช้การได้ทุกสภาวะตลาด → ถ้าเชื่อว่าหุ้นจะขึ้น ก็เปิด Long แต่ถ้าคาดว่าจะลง ก็เปิด Short ได้ทันที แถมยังประยุกต์ใช้เป็นเครื่องมือ ป้องกันความเสี่ยง (Hedging) ได้ด้วย เช่น ถ้ามีพอร์ตหุ้นอยู่แล้ว แต่อยากกันความเสี่ยงขาลง ก็ใช้ Blocktrade มาช่วยบาลานซ์ได้

    ทำไมต้องป้องกันความเสี่ยง?

    เพราะตลาดหุ้นมันไม่ได้มีแต่ช่วงขาขึ้น บางทีข่าวลบ เศรษฐกิจผันผวน หรือแม้แต่เรื่องการเมืองก็ทำให้ราคาหุ้นตกได้ การที่เราถือหุ้นจริงไว้ ถ้าไม่ทำอะไรเลยก็อาจขาดทุนหนัก แต่ถ้าใช้ Blocktrade เข้ามาช่วย เราจะสามารถ “ลดแรงกระแทก” ของพอร์ตได้

    1. ได้รับความนิยมสูงในหมู่นักลงทุนไทย
      ปัจจุบัน Blocktrade กลายเป็นเครื่องมือยอดฮิตในตลาด TFEX ไปแล้ว ข้อมูลบ่งชี้ว่า มากกว่า 90% ของ Single Stock Futures (SSF) มีการซื้อขายผ่าน Blocktrade หมายความว่า มันไม่ใช่ของใหม่ หรือซับซ้อนเกินไป แต่เป็นสิ่งที่ “นักลงทุนส่วนใหญ่” ใช้กันจริง

    ความเสี่ยงที่ต้องเข้าใจก่อนลงทุน Blocktrade 

    1. Leverage สูง – เนื่องจาก Blocktrade มีจุดเด่นคือสามารถใช้ Leverage ควบคุมมูลค่าการลงทุนที่สูงกว่าทุนจริงได้ แม้คุณใส่เงินเพียงเล็กน้อย แต่การกำไรขาดทุนก็จะขยายตามมูลค่าการลงทุน ดังนั้น การจัดสัดส่วนเงินลงทุนและการตั้งจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) เป็นสิ่งจำเป็น
    2. ดอกเบี้ยหรือค่าธรรมเนียมจากโบรกเกอร์ – การถือสัญญานานอาจทำให้ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายมากกว่ากำไรที่ได้ หรือการซื้อขายสัญญาบ่อยครั้งจะทำให้ต้องเสียค่าธรรมเนียมต่อสัญญา
    3. ความผันผวนของหุ้นแม่ – เมื่อราคาหุ้นแม่แกว่งตัวแรงอาจทำให้มีคามผันผวนของผลกำไรขาดทุนในการทำ Blocktrade ได้เช่นกัน
    4. สภาพคล่องในตลาดจริง – หากไม่มีคู่สัญญาเพียงพอจนขาดสภาพคล่อง ราคาที่ได้จริงอาจแตกต่างกับราคาบน Blocktrade

    จากความเสี่ยงดังกล่าวนักลงทุนจึงควรทราบว่าตัวเองรับความเสี่ยงได้มากแค่ใหนเพื่อจำกัดสัดส่วนเงินลงทุนให้เหมาะสมและตั้งจุดตัดขาดทุนก่อนเพื่อศึกษาพฤติกรรมราคาและวิธีการทำงานของตลาด เช่น การแกว่งตัวของหุ้นแม่ ผลกระทบจากข่าว รวมถึงค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ยโบรกเกอร์ ซึ่งอาจทดลองในกระดานจำลองการลงทุนก่อน แล้วจึงค่อยขยายการลงทุนในกระดานจริงโดยมี Blocktrade เป็นเครื่องมือสร้างผลตอบแทนแบบทวีคูณเมื่อเข้าใจกลไกของตลาดมากขึ้น

    นักลงทุนที่เหมาะกับ Block Trade ได้แก่
นักลงทุนมืออาชีพ คนที่สามารถรับความเสี่ยงได้สูง และนักลงทุนที่ต้องการเครื่องมือเสริม

    ใครเหมาะกับ Block Trade

    • นักลงทุนมืออาชีพ → ควรเข้าใจในความเสี่ยง รู้จักผลิตภัณฑ์และการใช้งานเครื่องมือทางการเงินอย่าง TFEX และ Blocktrade ได้เป็นอย่างดี
    • คนที่สามารถรับความเสี่ยงได้สูง → เพราะ Blocktrade มีโอกาสทำกำไรเร็วแต่ก็สามารถขาดทุนเร็วเช่นกัน
    • นักลงทุนที่ต้องการเครื่องมือเสริม → สามารถใช้ Blocktrade เพื่อป้องกันความเสี่ยงของพอร์ตหุ้นหรือเก็งกำไรระยะสั้น

    สำหรับมือใหม่ เริ่มจากจุดเล็ก ๆ และเรียนรู้ทีละขั้น

    แม้ Blocktrade จะฟังดูซับซ้อน แต่มือใหม่ก็สามารถเริ่มได้แบบปลอดภัย ด้วยหลักการแสนง่าย ดังนี้

    • ลงทุนจากเงินจำนวนเล็ก ๆ ก่อน
      เริ่มต้นด้วยจำนวนสัญญาน้อย ๆ เช่น 20-100 สัญญา เพื่อทดลองดูพฤติกรรมราคาและวิธีทำงานของตลาด
    • ศึกษาและทดลองเทรด
      ใช้เวลาเรียนรู้กลไกตลาด เช่น การแกว่งตัวของหุ้นแม่ ผลกระทบจากข่าว รวมถึงค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ยโบรกเกอร์
    • ค่อยขยายการลงทุนเมื่อเข้าใจตลาด
      เมื่อเห็นภาพและมั่นใจในกลยุทธ์แล้ว ค่อยเพิ่มจำนวนสัญญาและใช้ Blocktrade เป็นเครื่องมือเสริมสร้างผลตอบแทน

    สรุป – Blocktrade คืออะไร และทำไมมือโปรใช้

    Blocktrade คือ การซื้อขาย SSF ที่มีการกำหนดจำนวนสัญญาขั้นต่ำ โดยมีโบรกเกอร์เป็นคู่สัญญา ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาสภาพคล่อง เปิดโอกาสทำกำไรได้ทั้งตลาดขาขึ้นและขาลง

    ข้อดี: ใช้เงินลงทุนน้อยเมื่อเทียบกับซื้อหุ้นจริง, สภาพคล่องสูง และสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการเก็งกำไรและป้องกันความเสี่ยงได้
    ข้อเสีย/ความเสี่ยง: มี Leverage สูง, มีดอกเบี้ย และราคาหุ้นอาจมีความผันผวน

    คำถามสำคัญก่อเริ่มเทรด Blocktrade:

    1. รับความเสี่ยงสูงได้ไหม?
    2. เข้าใจอนุพันธ์และการจัดการความเสี่ยงแล้วหรือยัง?
    3. ตั้งใจใช้เพื่อเก็งกำไรหรือป้องกันพอร์ต?

    ถ้าคำตอบคือ “ใช่” Blocktrade อาจช่วยเพิ่มศักยภาพการลงทุน แต่หากยังใหม่ ควรเรียนรู้และฝึกฝนก่อนเนื่องจากการลงทุนมีความเสี่ยง

  • EP.2 เครื่องมือการส่งคำสั่ง Blocktrade ที่ไวที่สุด

    EP.2 เครื่องมือการส่งคำสั่ง Blocktrade ที่ไวที่สุด

    EP.2 เครื่องมือการส่งคำสั่ง Blocktrade ที่ไวที่สุด